Home Blog Page 34

เอไอเอส จัดมหกรรมสินค้าไอทีบนโลกออนไลน์ ครั้งแรกของไทย

รายงานข่าวจากบริษัท เอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้านำศักยภาพนวัตกรรมเครือข่ายและดิจิทัล แพลตฟอร์ม ร่วมช่วยเหลือและฟื้นฟูประเทศ หลังวิกฤตโควิด-19 ล่าสุด ล่าสุด เอาใจนักช้อปออนไลน์ยุค New Normal เตรียมจัดงาน AIS 5G Thailand Virtual Expo มหกรรมจำหน่ายมือถือ สมาร์ทโฟน สินค้าไอที บนโลกออนไลน์ ที่ใหญ่ที่สุด ครั้งแรกในไทย ที่ได้นำเทคโนโลยี VR มาผสมผสานการจัดอีเว้นท์ในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงอย่างเต็มรูปแบบ พัฒนาโดยฝีมือคนไทย เพื่อคนไทย คลิกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายในราคาประหยัด ปลอดภัย รักษาระยะห่าง

ภายในงานขนทัพสินค้าสินค้าไอที ทั้งมือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต จากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Samsung, Apple, Oppo, VIVO, Xiaomi, Realme, Oneplus พร้อมแบรนด์สมาร์ทดีไวซ์ชั้นนำอีกมากมาย นำมาจำหน่ายในราคาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมโค้ดส่วนลดพิเศษแบบจัดเต็ม

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ด้วยการเปิดโซนจำหน่ายอาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์ จากร้านค้าดังกล่าว รวมกว่า 450 ร้านค้า เพื่อเป็นอีกช่องทางการจำหน่าย และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า SME ได้สะดวก ง่ายดายยิ่งขึ้น

วอร์มนิ้วเตรียมช้อปในงาน AIS 5G Thailand Virtual Expo ในวันที่ 29 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป โดยคลิกที่เว็บไซต์ www.ais.co.th/ThailandVirtualExpo และช้อปต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงได้จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น

ซีพี-เมจิ เติมพลังให้เด็ก 50 เขตทั่วกทม. ผ่านโครงการ “ส่งต่อพลัง สตรองไปด้วยกัน”

นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด พร้อมด้วย นายทาคาฮิโร่ อาวาอิ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นำผู้บริหารและพนักงาน ซีพี-เมจิ จิตอาสา ร่วมแจกผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตคุณภาพสูง ให้แก่เด็กและเยาวชนมีสุขภาพแข็งแรง มีพลังกายพลังใจ สู้ภัยโควิด-19 ในโครงการ “CP Meiji ส่งต่อพลัง สตรองไปด้วยกัน” โดยมี นางสาวโศรยา วัธชนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองเตย และ นางมาเรียม ป้อมดี ประธานชุมชนพัฒนาใหม่ ร่วมรับมอบ ณ ชุมชนพัฒนาใหม่ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

สำหรับโครงการ “CP Meiji ส่งต่อพลัง สตรองไปด้วยกัน” เป็นโครงการที่ ซีพี-เมจิ บริษัทในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ส่งมอบพลังแห่งสุขภาพดี ผ่านผลิตภัณฑ์นมเมจิ และโยเกิร์ตเมจิ คุณภาพสูง หลากหลายรสชาติ จำนวน 100,000 ชิ้น ให้กับเด็กและเยาวชน ใน 50 ชุมชน จำนวน 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมิถุนายน 2563 อาทิ เขตตลิ่งชัน เขตบางขุนเทียน เขตคลองสาน เขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตดอนเมือง เขตดินแดง และเขตวัฒนา

‘สมหวังเงินสั่งได้’ เปิดตัวแคมเปญ THE HERO ส่งกำลังใจถึงคนไทยสู้ภัยโควิด-19

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 บริษัท ไฮเวย์ จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ ภายใต้แบรนด์ สมหวังเงินสั่งได้ นำโดย คุณศุภชัย บุญสิริ กรรมการผู้จัดการ จัดงานแถลงข่าว THE HERO เปิดตัวแคมเปญ สมหวังเงินสั่งได้ The Hero Project จัดทำบทเพลงพิเศษ ศรัทธา เวอร์ชั่น The Hero ขับร้องโดย 5 ศิลปินระดับประเทศ เพื่อส่งมอบกำลังใจครั้งสำคัญให้กับคนไทย และ Hero ผู้นำครอบครัวทั่วประเทศ ให้เดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน

คุณศุภชัย บุญสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเวย์ จำกัด เปิดเผยว่า สมหวังเงินสั่งได้ ตอกย้ำจุดยืนสำคัญที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับทุกคน เพื่อต่อเติมฝันไปให้สุดและสมหวังไปด้วยกันในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากในการต่อสู้กับภัยโควิด-19 ที่ทุกภาคส่วนต้องการการสนับสนุนที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือถุงยังชีพต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาสมหวังฯ ก็ได้เข้าไปให้การสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเหล่านี้ให้กับหน่วยงานรัฐ รวมถึงแจกจ่ายให้กับประชาชนในชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่โดยรอบสาขาสมหวังฯ กว่า 300 แห่งทั่วประเทศอย่างรวดเร็วที่สุด

ศุภชัย บุญสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเวย์ จำกัด

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้นอย่างมากในทุกๆ ด้าน และต่อจากนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราคนไทยทั้งประเทศจะเดินหน้าต่อไป เพื่อร่วมด้วยช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้น เวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องการก็คือ “กำลังใจ” เพื่อเป็นพลังบวกในการก้าวต่อไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัวที่พวกเขาเหล่านี้จะ “ล้มไม่ได้” เพราะนั่นหมายถึงทุกชีวิตในบ้านจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

สมหวังฯ จึงได้เปิดตัว แคมเปญ สมหวังเงินสั่งได้ THE HERO เพื่อร่วมเชิดชูและส่งมอบกำลังใจให้กับบรรดา HERO ผู้นำครอบครัวทั่วประเทศที่ต้องต่อสู้กับสถานการณ์ที่ยากลำบากขณะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยโปรเจคนี้จะมีการจัดทำบทเพลงพิเศษ ศรัทธา เวอร์ชั่น THE HERO ขึ้นมา โดยมีคุณโป่ง ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ หรือพี่โป่ง หินเหล็กไฟ เป็นผู้ดูแลงานเพลง และร่วมถ่ายทอดบทเพลงนี้ด้วยตัวเอง ร่วมกับ ศิลปินชั้นนำของเมืองไทยอีกหลายท่าน ได้แก่ ก้อง ห้วยไร่ ,ตั๊กแตน ชลดา, ครูเต้ย อภิวัฒน์ บุญเอนก และ เด่นคุณ งามเนตร ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของสมหวังเงินสั่งได้ มาเป็นผู้ถ่ายทอดกำลังใจครั้งสำคัญในครั้งนี้

สำหรับมิวสิกวิดีโอจะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรดาผู้นำครอบครัวทั่วประเทศ ที่กำลังมุ่งมั่น อดทน และต่อสู้ในทุกวิถีทาง เพื่อเดินหน้าหารายได้มาจุนเจือครอบครัวที่พวกเขารัก ซึ่งในมิวสิกวิดีโอมีฉากสำคัญที่ส่งความรู้สึกว่าเขาเป็นฮีโร่ที่อยู่ในใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัวเสมอ และชาวสมหวังฯ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความหมายที่ทรงพลังของบทเพลงศรัทธาในเวอร์ชั่นนี้จะสร้างสรรค์พลังบวก และสร้างกำลังใจให้คนไทยทุกคนทุกครอบครัว

“แม้ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้จะทำให้ทุกคนพบกับความยากลำบาก แต่ผมอยากฝากไว้ว่า อย่าลืมที่จะหันไปมองทุกคนในครอบครัวของเรา ที่วันนี้เขาอาจต้องการกำลังใจจากเรามากๆ นะครับ ผมและชาวสมหวังเงินสั่งได้ ขอร่วมส่งกำลังใจให้กับชาวไทยและฮีโร่ของทุกครอบครัวทั่วประเทศครับ พวกเราจะเดินหน้าและสมหวังไปด้วยกันเสมอ และอย่าลืมว่าฝันจะเกิดไม่ได้ ถ้าเราไม่ศรัทธาครับ” คุณศุภชัย กล่าว

สามารถติดตามรับชม มิวสิกวีดิโอเพลงศรัทธา (The Hero Version ) นี้ได้ที่ช่องทาง YouTube สมหวัง เงินสั่งได้ / Facebook สมหวัง เงินสั่งได้ / Joox / true ID/ Spotify หรือดาวน์โหลดเพลง กด*339194 โทรออก พร้อมกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เงาหุ้น : ACAP ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 25 มิ.ย.63 ปิดที่ 1,325.88 จุด ลดลง 7.55 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 60,823.68 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 740.08 ล้านบาท

หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด CPALL ปิด 66.25 บาท ลบ 1 บาท, KBANK ปิด 92.25 บาท บวก 2 บาท, AOT ปิด 59 บาท ลบ 0.75 บาท, PTT ปิด 37.25 บาท ลบ 0.25 บาท และ MINT ปิด 20.30 บาท ลบ 0.60 บาท

การปรับฐานลงแรงของตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ, ยุโรป กดดันตลาดหุ้นเอเชียรวมทั้งไทย ซึ่งเป็นผลจากการระบาดระลอก 2 ของไวรัส COVID-19 ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปกลับมาอีกครั้ง หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป 3.1 พันล้านยูโร

ที่สำคัญ IMF ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกลงอีกครั้ง จากผลกระทบ COVID-19 ที่รุนแรงกว่าที่คาด โดยคาด GDP โลกปี 63 หดตัว 4.9%yoy ถือว่าหดตัวรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ Great depression ในปี 2472 จากก่อนหน้านี้ IMF คาดว่าจะหดตัว 3%yoy และปี 64 คาดว่าเศรษฐกิจจะพลิกกลับมาขยายตัว 5.4% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลงแรงราว 6%

บล.เอเซีย พลัส แนะระยะสั้นชะลอการลงทุนหุ้น Global และหุ้นกลุ่มพลังงาน PTTEP และ PTT เช่นเดียวกับกลุ่มโรงกลั่น TOP -BCP-PTTGC-IRPC โดยราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมา ได้ขึ้นแรงสวนทางกับพื้นฐานที่ยังอ่อนแอ สะท้อนได้จากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก

ปิดท้าย มีข่าวตลาดหลักทรัพย์ ขอให้ผู้ลงทุนศึกษาข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ของ บมจ.เอเชีย แคปปิตอล (ACAP) ด้วยความระมัดระวัง ก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องด้วยบริษัทได้เปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ แนวทางแก้ไขปัญหา และผลกระทบต่อฐานะการเงิน สรุปได้ดังนี้

1.บริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนและหุ้นกู้ที่มีมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ให้ถึงกำหนดชำระโดยพลันมียอดรวม 689.40 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของสินทรัพย์รวม ณ 31 มี.ค.63

2.การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ตามข้อ 1 เป็นเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ รวม 1,885.98 ล้านบาท คิดเป็น 49% ของสินทรัพย์รวม

3.บริษัทจะเร่งขายทรัพย์ และหาแหล่งเงินกู้เพื่อนำมาชำระคืนหนี้เงินกู้ โดยฐานะการเงินของบริษัทยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ครบ…จึงต้องระมัดระวังการลงทุน!!

ที่มา คอลัมน์ เงาหุ้น โดย อินเด็กซ์ 51 หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

เชสเตอร์ ปรับโฉมใหม่ เปิดร้านต้นแบบ Co-Working Space ตอบโจทย์บริการผู้บริโภคยุคดิจิทัล

นายกัณฑพัชร์ เชิดเพ็ชรัตน์ ผู้จัดการสำนักพัฒนาธุรกิจ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เชสเตอร์ ได้ปรับปรุงร้านสาขาห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ให้เป็นร้านต้นแบบ ในรูปแบบร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด รวมกับ Co-Working Space เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทันสมัย บรรยากาศโปร่งสบาย ที่สามารถรองรับลูกค้ากลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน รวมไปถึงสามารถจัดการประชุมหรือทำงานนอกสถานที่ได้

“ร้านเชสเตอร์สาขานี้มีการดีไซน์ร้านที่ทันสมัยมากขึ้น ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนที่สามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ และยังได้นำเครื่องดื่มรีฟิล แบบบริการตัวเอง ให้ลูกค้าสามารถผสมเครื่องดื่มอัดลมในรสชาติต่างๆ (Mix your drink) ได้ตามที่ต้องการ โดยจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. และยังมีแผนที่จะปรับปรุงร้านให้เป็นรูปแบบดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 10 สาขาภายในปีนี้”

ทั้งนี้ ร้านเชสเตอร์ยังจัดโปรโมชั่นให้อิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารคุณภาพยอดนิยมที่หลากหลาย ด้วยราคาสุดคุ้ม อาทิ ซื้อ 1 แถม 1 ชุดข้าวอบไก่ย่าง เฟรนช์ฟรายส์ และเครื่องดื่ม 16 ออนซ์ ในราคา 179 บาท จากปกติราคา 358 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 3 กรกฎาคม 2563 และ ซื้อ 1 แถม 1 เมนูใหม่ บะหมี่ไก่เทอริยากิ พร้อมเครื่องดื่ม เพียง 114 บาท จากราคาปกติ 228 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

ขณะเดียวกัน ยังมีโปรโมชั่น ไก่ย่าง 4 ชิ้น ในราคา 99 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563 พร้อมด้วยโปรโมชั่นลด 50% ข้าวไก่กรอบซอสน้ำปลา พร้อมเครื่องดื่ม เพียง 65 บาท จากราคาปกติ 131 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 และเบอร์เกอร์หมู เบอร์เกอร์ไก่ หรือ ฮอทดอก 3 ชิ้น 100 บาท สามารถคละได้ ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2563 ทั้งรับประทานที่ร้าน หรือซื้อกลับบ้าน (Take Away) และเดลิเวอรี่ โทร. 1145

ร้านเชสเตอร์ทุกสาขา เน้นย้ำความปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด คุมเข้มทุกมาตรการด้านสุขอนามัยรับวิถี New Normal โดยขอความร่วมมือจากลูกค้า สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าร้าน ตลอดจนการเว้นระยะห่างทางสังคม เข้าแถวชำระสินค้า จำกัดจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านตามพื้นที่ของแต่ละสาขา เพื่อเป็นส่วนหนี่งในการช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สร้างความมั่นใจในสินค้าและบริการที่สะอาด ปลอดภัย ให้กับลูกค้า

เอไอเอส ชูวิสัยทัศน์ 5G ฟื้นฟูประเทศไทย สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา วิกฤตโควิด-19 ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง และก่อให้เกิด “ชีวิตวิถีใหม่” ตามมา ทั้งนี้ ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเข้ามาเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งเพื่อช่วยประคับประคองและเสริมขีดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อย่าง AIS 5G ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ดิจิทัลเส้นใหม่ ที่ได้เริ่มนำมาใช้ช่วยเหลือ เพื่อหล่อเลี้ยงประเทศจากวันนี้เป็นต้นไป

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เอไอเอสได้ลงทุนมากกว่า 1.1 ล้านล้านบาท โดยในปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 35,000-45,000 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider ที่ถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด คือ LOW BAND (700-900 MHz) 50 MHz, MID BAND (1800-2600 MHz) 170 MHz และ HIGH BAND (26 GHz) 1200 MHz และเปิดให้บริการ AIS 5G เป็นรายแรกของประเทศตั้งแต่วันที่  21 ก.พ. 2563 พร้อมขยายเครือข่ายไปครบทั้ง 77 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นวัฒกรรม AIS 5G ที่ประเทศไทย เป็นกลุ่มแรกของโลกที่นำมาใช้งานจริง ประกอบไปด้วย

·       5G Dual Mode SA/NSA

เทคโนโลยี SA – Stand Alone และ NSA – None Stand Alone  Dual Mode ที่สามารถผสมผสานระหว่าง เครือข่าย 5G โดยเฉพาะ และเครือข่าย 5G ที่ทำงานร่วมกับ 4G พร้อมรับอนาคตในการใช้งาน 5G ในหลากหลายประโยชน์ในรูปแบบ Massive IoT และ Mission Critical

·       5G Network Slicing

เทคโนโลยี 5G Network Slicing  ที่เสมือนมีหลากหลายเครือข่ายอยู่ในเครือข่ายเดียว (Multi Network In One Network)  ทำให้สามารถออกแบบเครือข่ายแต่ละชั้นได้อย่างสอดคล้องและยืดหยุ่นกับลักษณะของอุตสาหกรรมแต่ละรูปแบบ แต่ละพื้นที่ ได้อย่างคล่องตัว เต็มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การทำธุรกิจของแต่ละองค์กรได้อย่างเต็มที่

จากขีดความสามารถของเครือข่าย AIS 5G เมื่อผสมผสานเข้ากับคุณสมบัติของ 5G  ทำให้เหมาะสมต่อการเสริมขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมหลักทั้งหมด ที่จะเป็นกลไกในการฟื้นฟูประเทศนั่นเอง  ดังนี้

(1)    ภาคสาธารณสุข

AIS 5G ทำงานร่วมกับ Robot และ AI เข้าไปสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการ คัดกรองคนไข้ (Robot for Care), Telemedicine, AI Assisted CT SCAN และ Mobile Stroke Unit ตลอดช่วงระยะของการแพร่ระบาดรุนแรง จนถึงการผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตร (Strategic Partner) เพื่อพัฒนา Telemedicine อย่างต่อเนื่อง

(2)    ภาคอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor –  EEC)  

5G ในฐานะ ICT Infrastructure เพื่อเสริมขีดความสามารถในการบริหารจัดการในทุกๆส่วนงาน ประกอบด้วย

–          ภาคพื้นดิน กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อมตะ คอร์ปอเรชัน, สหพัฒนา อินเตอร์โฮลดิ้ง, กลุ่ม WHA ที่เริ่มทดลองสอบ 5G Smart City แล้ว

–          ภาคทางอากาศ : บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น ในนาม กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ผู้ชนะการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่เริ่มทดลองทดสอบ 5G Smart Airport แล้ว  

–          ภาคทางทะเล : การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่เริ่มทดลองทดสอบ 5G แล้ว ในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง

(3)    ภาคการค้าปลีก

AIS 5G อยู่ระหว่างการพัฒนา 5G Smart Retail ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล ในฐานะหัวหอกสำคัญของภาคอุตสาหกรรมค้าปลีก ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของการใช้ชีวิตของคน ในฐานะการกระจายรายได้ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ รวมถึงมีอัตราการจ้างงานถึง 2 ใน 3 ของประเทศ

(4)    Multimedia ใหม่สร้าง Immersive Experience

 5G Immersive Experience กับเทคโนโลยี AR/VR พร้อมร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สร้างประสบการณ์ใหม่ของ Unseen Thailand ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึง คอนเทนต์ด้านการศึกษา และความบันเทิง พลิกโฉมการสร้างสรรค์คอนเทนท์ของ Creator สัญชาติไทย ด้วย Next Reality Studio – AR/VR Studio แห่งแรกของเมืองไทย

(5)    Sustainability Development

5G กับการพัฒนา สิ่งแวดล้อม การเกษตร และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยผนึกพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้าง SDG Lab ในพื้นที่ 100 ไร่ ใน อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี หรือสวนป๋วย ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต้นแบบการรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่ง”

รวมทั้งประกาศแพลทฟอร์มการเรียนรู้ LearnDi จาก AIS Academy for Thais ขยายการสร้างความเข้มแข็งการพัฒนาบุคลากรสู่แต่ละองค์กรทั่วประเทศ

นายสมชัย กล่าวว่า  เอไอเอส พร้อมที่จะนำ AIS 5G ที่ดีที่สุด เข้ามาเป็นเส้นเลือดใหญ่ดิจิทัลหลักของประเทศไทยจากวันนี้เป็นต้นไป เพราะวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญของคนไทยและทั่วโลกว่า ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสอันยิ่งใหญ่อยู่เสมอ  โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น ถือว่ามีจุดแข็งซึ่งได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนว่า มีระบบสาธารณสุขที่เป็นเลิศ,มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม, เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นเมื่อนำดิจิทัลอย่าง 5G เข้าไปผสมผสานในกระบวนการที่เกี่ยวข้องของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้น ย่อมทำให้เป็นพลังช่วยพลิกฟื้นประเทศไทยให้ก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างดีที่สุด 

เงาหุ้น : หุ้น Window Dressing

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 24 มิ.ย.63 ปิดที่ 1,333.43 จุด ลดลง 23.00 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 60,885.82 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 3,589.37 ล้านบาท

หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด KCE ปิด 21 บาท บวก 1.30 บาท, KBANK ปิด 90.25 บาท บวก 1.25 บาท, MINT ปิด 20.90 บาท บวก 0.30 บาท, SCB ปิด 72.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ BBL ปิด 107.50 บาท บวก 1.50 บาท

หุ้นไทยปรับตัวลง หลัง กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้จะติดลบ 8.1% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบเพียง 5.3% ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันตลาด ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงกดตลาดในภาพรวม

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แม้ปัจจุบันหุ้นไทยจะซื้อขายบน P/E ที่สูงกว่าในอดีตมาก และยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน

ทำให้เกิดความผันผวน แต่ช่วงที่เหลือก่อนสิ้นไตรมาส 2 มักเกิดการทำ Window Dressing ของนักลงทุนสถาบันฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในความหวัง ที่จะช่วยพยุงและลดความผันผวนของตลาดในช่วงที่เหลือของเดือน มิ.ย.

โดยเอเซียพลัสประเมินว่า โอกาสเกิด Window Dressing ในรอบนี้อยู่ที่ 3 ปัจจัย คือ 1.เดือน มิ.ย.มักเป็นเดือนที่สถาบันซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ของปี ซื้อสุทธิเฉลี่ย 8.9 พันล้านบาท แต่หากนับตั้งแต่ต้น มิ.ย.63 ถึงปัจจุบัน พบว่า สถาบันฯยังขายสุทธิหุ้นไทย 1.82 พันล้านบาท สวนทางกับสถิติในอดีตอยู่ ทำให้เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่แรงซื้อของสถาบันฯจะกลับเข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายของเดือน

2.กองทุน SSFX ที่ใกล้จะครบกำหนดเวลา ในการซื้อเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีสิ้นเดือนนี้ ปีนี้พิเศษกว่าปีอื่น ตรงที่อาจมีแรงซื้อจากกองทุน SSFX ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นเดือนเข้ามาช่วยหนุนตลาดอีกแรง ที่ผ่านมา มีแรงซื้อกองทุน SSFXจากนักลงทุนเพียง 3.6 พันล้านบาทเท่านั้น

3.หุ้นใหญ่มีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้เป็นไปได้สูงที่จะเกิดการทำ Window Dressing กับหุ้นใหญ่ที่กองทุนนิยมสะสม ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงค้นหาเป้าหมายหุ้นถูกทำ Window Dressing จากหุ้นใหญ่พื้นฐานแข็งแกร่งที่มัก Outperform ตลาดได้ดีในช่วง 1 สัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้น มิ.ย. ย้อนหลัง 10 ปี

พบว่า มีหุ้นใหญ่น่าสนใจลงทุนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าตลาด 8 บริษัท คือ BJC, GPSC, ADVANC, BDMS, INTUCH, CPF, RATCH และ CPALL!!

ที่มา คอลัมน์ เงาหุ้น โดย อินเด็กซ์ 51 หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

พันธบัตรรุ่นวอลเล็ต สบม. ขายหมดเกลี้ยงใน 99 วินาที

นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ แถลงข่าวความสำเร็จการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นวอลเล็ต สบม. (วอลเล็ตสะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงิน 200 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.70 ต่อปี ซึ่งเป็นการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นครั้งแรกที่ทำสถิติการจำหน่ายหมดรวดเร็วที่สุดภายใน 99 วินาที และมีจำนวนผู้ลงทุนที่เข้าใช้แพลตฟอร์มถึง 1,374 คน (วงเงินลงทุนเฉลี่ย 145,560 บาทต่อคน) มีผู้ลงทุนกระจายตัวในเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ แสดงถึงความสนใจในการลงทุนพันธบัตรออมทรัพย์และการใช้เทคโนโลยีทันสมัยอย่างการโอนเงินผ่านวอลเล็ต สบม. ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ลงทุนในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นการทำธุรกรรมที่ง่ายและมีความปลอดภัยได้ด้วยตนเองในส่วนของผู้ลงทุนมีการกระจายตัวทุกช่วงอายุโดยมีสัดส่วนของผู้ลงทุนที่อายุ 15-24 ปีเกือบร้อยละ 10 แสดงถึงความสนใจในการเริ่มออมเงินของเยาวชน

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นวอลเล็ต สบม. ของกระทรวงการคลังในครั้งนี้เป็นการประยุกต์ใช้ Blockchain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการออกพันธบัตร และช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกภูมิภาคเข้าถึงการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ได้อย่างเท่าเทียมกัน และเป็นหนึ่งในโครงการ MOF GO Digital ที่จะนำกระทรวงการคลังไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบและสนับสนุนระบบการเงินในโลกแห่งอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ได้ทันที (Real-time) รวมทั้งการดาวน์โหลดเอกสารต่างๆ ได้ ผ่านวอลเล็ต สบม. ซึ่งจะสามารถรองรับการซื้อพันธบัตรในอนาคต และรองรับการซื้อขายพันธบัตรรุ่นอื่นๆ ตลอดจนรองรับการซื้อขายพันธบัตรออมทรัพย์ระหว่างผู้ลงทุนในตลาดรองเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับพันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ

มติกนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5 % ต่อปี

​นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิม เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 รุนแรงกว่าที่คาดไว้และรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก รวมทั้งจะมีผลกระทบที่มีความไม่แน่นอนสูงต่อโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ รูปแบบการทำธุรกิจ วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดีซึ่งรวมถึงไทยด้วย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ แต่มีแนวโน้มกลับสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปี 2564 เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ จึงเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ออกมาเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นและจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หลังการระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี

นอกจากนี้ กนง. กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

ด้านระบบการเงินมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ในระยะข้างหน้า ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนที่ลดลง โดย ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบ ระยะที่ 2 และเร่งดำเนินการให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ธุรกิจ รวมถึงเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ออกมาก่อนหน้า

กนง. จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 รวมถึงประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

รบ.อัดฉีด 3 แสนล้าน ผ่านธ.ก.ส. ฟื้นฟูเกษตรกรหลังโควิด-19 สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้สถานประกอบการหยุดกิจการ คนตกงานและต้องย้ายกลับภูมิลำเนา ส่งผลกระทบต่อรายได้และภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพของประชาชน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยโดยรวม เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการสร้างคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ทักษะด้านเทคโนโลยีการตลาด เข้ามาร่วมพัฒนาภาคการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ธ.ก.ส. จึงได้ทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงสร้างไทยขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคชนบท ภายใต้โครงการสำคัญ ๆ ดังนี้

1. โครงการเสริมสร้างความมั่นคงระดับครัวเรือน (ตั้งหลัก) ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 1 “พึ่งตนเอง” โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณโดยตรง จำนวน 10,720 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนและพัฒนาให้เกษตรกร จำนวน 300,000 ราย สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารโดยมีแหล่งอาหารเพื่อเลี้ยงชีพภายในพื้นที่รอบตัว (459 มีกินมีใช้) การสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ มีความเชื่อมั่นในวิถีการเกษตรแบบใหม่ จำนวน 200,000 ราย มาร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาภาคการเกษตรทดแทนเกษตรกรที่มีอายุมากขึ้น การพัฒนาและยกระดับศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ สู่เกษตรกรและคนในชนบท จำนวน 1,200 แห่งทั่วประเทศ และพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ ผ่านระบบ E-learning พร้อมทั้งการศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ โดย ธ.ก.ส.พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน ได้แก่ สินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพวงเงิน 10,000 ล้านบาท สินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิดวงเงิน 60,000 ล้านบาท และสินเชื่อระยะสั้นฤดูการผลิตใหม่ (Jump Start Credit) วงเงิน 100,000 ล้านบาท

2. โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งระดับชุมชน (ตั้งฐาน) ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 2 “พึ่งพากันและกัน” โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 22,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน 16,000 แห่ง สำหรับนำไปลงทุนพื้นฐานด้านการเกษตร เช่น ระบบน้ำ โรงเรือน เครื่องจักรกล และเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการเกษตร ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าการลงทุน และไม่เกินแห่งละ 5 ล้านบาท และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในปัจจัยการผลิตสำหรับวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารและดำเนินการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดย ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจสร้างไทยวงเงิน 30,000 ล้านบาท และสินเชื่อ SMEเกษตรวงเงิน 40,000 ล้านบาท

3.โครงการเสริมสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก (ตั้งมั่น) ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 3 “เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย” โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 21,675 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ จำนวน 7,255 แห่ง เป็นหัวขบวนในการรวบรวมผลผลิต การแปรรูปผลผลิต การเชื่อมโยงการตลาด การจัดการขนส่ง การให้บริการทางการเกษตร และการท่องเที่ยวชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมและให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย ค่าลงทุนปัจจัยพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนการผลิต การเช่า การจ้างแรงงาน ไม่เกินร้อยละ 50 ของค่าลงทุนและค่าใช้จ่ายและไม่เกินแห่งละ 5 ล้านบาท รวมถึงการนำไปพัฒนาความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้นำสถาบันเกษตรกร โดย ธ.ก.ส.ยังสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทยวงเงิน 10,000 ล้านบาท และสินเชื่อ SME เกษตรวงเงิน 10,000 ล้านบาท

การฟื้นฟูเกษตรกรภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใต้โครงการเศรษฐกิจพอเพียงสร้างไทย ถือว่าเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ สู่การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ทั้งในด้านการผลิต การซื้อ-ขายผลผลิต การแปรรูป และการบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้ทรัพยากรของชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม โดยคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมคิด ร่วมสร้างธุรกิจชุมชนภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรและต่อยอดสู่ธุรกิจในชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและภาคีเครือข่าย พร้อมส่งเสริมการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมในรูปแบบ Social Enterprise (SE) อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)