Home Blog

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

OR รักษาอันดับเครดิตที่ระดับ AA+ จาก TRIS Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ด้วยแนวโน้ม Stable 

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือOR ได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” จากทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้นำตลาดค้าปลีกน้ำมันของประเทศ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Lifestyle

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยว่า การได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจาก TRIS ที่ระดับ AA+ ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ถือเป็นความภาคภูมิใจและตอกย้ำความเป็นผู้นำของ OR ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในประเทศไทย ในฐานะที่เป็นหลักสำคัญในการกระจายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของกลุ่ม ปตท. ควบคู่ไปกับนโยบายบริหารการเงินที่มีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ

TRIS ให้ความเชื่อมั่นสูงใน OR โดยพิจารณาจากจุดแข็งหลายประการ ทั้งความเป็นผู้นำในตลาดปิโตรเลียมภายในประเทศด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40% ในปี 2568 ความแข็งแกร่งของแบรนด์ PTT Station ที่มีสถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศจำนวน 2,410 แห่ง รองรับลูกค้ากว่า 3.9 ล้านรายต่อวัน รวมถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle โดยเฉพาะ Café Amazon ที่มีสาขาในประเทศไทยถึง 4,705สาขา ณ ปี 2568

ด้านผลการดำเนินงานในปี 2568 TRIS ระบุว่า OR มีผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนจาก EBITDA ที่ฟื้นตัวอยู่ที่ 20,357 ล้านบาท พร้อมอัตรากำไรที่กลับสู่ระดับปกติ จากกำไรต่อลิตรที่ปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Mobility และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Lifestyle นอกจากนี้ บริษัทยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสูงถึง 40,100 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 และมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ในระดับต่ำกว่า 0.5 เท่า

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า TRIS คาดว่า EBITDA รายปีของบริษัทจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 21,000–22,500 ล้านบาทในช่วงปี 2569–2571 โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการขยายสาขา Café Amazon อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่ากลุ่มธุรกิจ Lifestyle จะสร้างกำไรในสัดส่วนเกือบ 40% ของ EBITDA ทั้งหมด แม้บริษัทยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น

OR ยังคงรักษาสถานะ “บริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับสูง” ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) ส่งผลให้อันดับเครดิตของ OR ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 1 ขั้นจากอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรที่ระดับ “aa” บริษัทมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารสถานะทางการเงินให้มีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน

OR ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำมันอัจฉริยะครบวงจรด้วยระบบ OR Digital Supply Chain

OR ยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานน้ำมันด้วยระบบ OR Digital Supply Chain เชื่อมโยงข้อมูลครบวงจรตั้งแต่จัดซื้อถึงจำหน่าย เพื่อให้มองเห็นสถานการณ์ได้รอบด้าน วางแผนอย่างเป็นระบบ และบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานได้คล่องตัวมากขึ้น

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือOR เดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานน้ำมันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านการขับเคลื่อนระบบ OR DigitalSupply Chain เครื่องมือสำคัญที่ช่วยแสดงข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดซื้อ การเก็บสำรอง การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย ช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์และตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยว่า OR ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลประชาชนให้สามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ระบบ OR Digital Supply Chain ครอบคลุมข้อมูลสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน ตั้งแต่การจัดซื้อ การเก็บสำรอง การขนส่ง การบริหารคลัง ไปจนถึงการจำหน่ายในแต่ละช่องทาง ช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์ วางแผน และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว พร้อมทั้งเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการบริหารจัดการตลอดทั้งระบบ สอดคล้องกับหลักการ “มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย” ที่ กลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญ 

“แลคตาซอย” คว้ารางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand ปีที่ 7

บริษัท แลคตาซอย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง “แลคตาซอย” นำโดย นางสาวมัลลิกา จิรพัฒนกุล ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายขาย รับรางวัล “2026 Thailand’s Most Admired Brand” หมวดสินค้าบริโภคกลุ่มนมถั่วเหลือง จากการสำรวจโดยนิตยสาร BrandAge ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย

รางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand  ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำความสำเร็จของแลคตาซอย ในฐานะแบรนด์นมถั่วเหลืองที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย และเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยการมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน

OR ขานรับนโยบายภาครัฐและสถานการณ์พลังงาน ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ขานรับนโยบายภาครัฐและทิศทางสถานการณ์พลังงานของประเทศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันพร้อมสนับสนุนและจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานทางเลือกมากยิ่งขึ้น จากมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาลดเงินชดเชย สำหรับน้ำมันกลุ่มดีเซล 0.50 บาทต่อลิตร และเพิ่มเงินชดเชย น้ำมัน E20 และ E85 นั้น ส่งผลให้มีการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน โดยกลุ่มดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 1.00 บาทต่อลิตร ยกเว้น E20 ปรับลดลง 0.79 บาทต่อลิตร และ E85 ปรับลดลง 2.00 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป  โดยราคาขายปลีกจะเป็น ดังนี้ ULG = 40.64 บาท/ลิตร, GSH95 = 32.05 บาท/ลิตร, E20 = 27.05 บาท/ลิตร, E85 = 23.79 บาท/ลิตร, GSH91 = 31.68 บาท/ลิตร, พรีเมี่ยม GSH95 = 41.04 บาท/ลิตร, HSD = 30.44 บาท/ลิตร และพรีเมียมดีเซล = 43.94 บาท/ลิตร (ราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร)

การปรับราคาในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้กรอบแนวทางการกำกับดูแลโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างต้นทุน ภาวะตลาดพลังงานในปัจจุบัน และผลกระทบต่อผู้บริโภค เพื่อให้โครงสร้างราคาน้ำมันมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อความสมดุลและความยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ OR ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ PTT Station ยังคงดำเนินการบริหารจัดการการจัดหาและกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานีบริการยังคงสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ตามปกติ พร้อมติดตามสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันอย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการระบบคลังและการขนส่งน้ำมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความต้องการใช้ของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

นายก “อนุทิน” เปิดงาน THAIFEX – HOREC ASIA 2026 หนุนไทยเป็นฮับ HoReCa เอเชีย คาดเงินสะพัด 3.5 พันล้านบาท

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026 งานแสดงสินค้าธุรกิจบริการและร้านอาหารครบวงจร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟและการจัดเลี้ยง) ของภูมิภาคเอเชีย จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (KM) เยอรมนี ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าชม ผู้ซื้อ และนักธุรกิจจากทั่วโลกไม่น้อยกว่า 20,000 ราย และคาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 3,500 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “งานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA เป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลกได้เชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรม HoReCa”  พร้อมระบุว่าการจัดงานครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา รวบรวมสินค้า บริการ และนวัตกรรมอย่างครอบคลุมครบวงจร ตอบโจทย์ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยมีผู้แสดงสินค้าชั้นนำเกือบ 700 บริษัท จาก 35 ประเทศ (รวมประเทศไทย)

นายอนุทิน กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของการจัดงานและการเติบโตของภาคธุรกิจ HoReCa สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของธุรกิจโรงแรมและการบริการของโลก ซึ่งจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่แค่สินค้าและบริการ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมอาหาร การออกแบบ ไลฟ์สไตล์ ตลอดจน “การต้อนรับและไมตรีจิตแบบไทย” ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยในเวทีสากล

โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลผู้นำเข้ารายสำคัญจากประเทศต่าง ๆ ภายใต้โครงการ “มิตรแท้การค้าไทย 2569 (Thailand’s Best Friend)” จำนวน 20 ราย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและแสดงความขอบคุณในความร่วมมือแก่กลุ่มผู้นำเข้ารายสำคัญ ผู้ที่มีบทบาทในการขยายตลาดและช่วยลดอุปสรรคทางการค้าของประเทศ

สำหรับงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026 จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 35,000 ตารางเมตร รวบรวมผู้ประกอบการและแบรนด์จากนานาประเทศ ครอบคลุม 9 กลุ่มสินค้า ได้แก่ Bakery & Ice-Cream, Café & Bar, Cleaning & Laundry, Dining, Furnishing, Kitchen, Services, Tech และ Wellness พร้อม โซนพิเศษ HoReCaFood

ภายในงานยังอัดแน่นด้วยไฮไลต์มากมาย อาทิ พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม THAIFEX – HOREC Xperiential Zone, งานเสวนาสร้างองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ THAIFEX – HOREC Academy, การมอบรางวัลนวัตกรรมดีเด่น THAIFEX – HOREC Innovation Awards, การแข่งขันงานแม่บ้านโรงแรมชิงแชมป์ประเทศไทย Thailand Ultimate Housekeeping Challenge, การแข่งขันคั่วกาแฟระดับอาเซียน ASEAN Coffee Roasting Championship และกิจกรรมอบรมและสาธิตการประเมินคุณภาพกาแฟ ACF Coffee Appreciation Protocol ที่คนทำธุรกิจคาเฟและคอกาแฟไม่ควรพลาด

งานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าชมงานฟรีได้ที่ www.thaifex-horec.asia

“ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์-เดอะ สตรีท รัชดา” สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน ชวนบริจาคเลือดต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ 17-18 มี.ค. นี้ 

อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ และ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เดินหน้าภารกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต Blood Donation 2026 เพื่อระดมความช่วยเหลือและจัดหาโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการในการรักษาพยาบาลทั่วประเทศ

กิจกรรมบริจาคโลหิต Blood Donation จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เช่าอาคาร พนักงาน และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการทำความดี สำหรับปีนี้ได้ขยายระยะเวลาการจัดงานเป็น 2 วัน เพื่อรองรับจำนวนผู้บริจาคโลหิตที่เพิ่มขึ้น และช่วยให้ระดมโลหิตสำรองสำหรับการรักษาผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งสององค์กรยังคงมุ่งมั่นเป็นศูนย์กลางแห่งการแบ่งปันและส่งต่อความหวังให้ผู้ป่วยที่ต้องการโลหิต สะท้อนความตั้งใจในการสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรม CSR พร้อมเปิดพื้นที่ของอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ และศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา ให้เป็นจุดเชื่อมโยงให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาร่วมทำความดีได้อย่างสะดวก เพราะโลหิต 1 ถุง สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 3 คน และยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการแบ่งปันในสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับในปี 2569 กิจกรรมบริจาคโลหิต Blood Donation มีกำหนดจัดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง โดยครั้งแรกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–18 มีนาคม 2569 และจะจัดต่อเนื่องในวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569, 17–18 กันยายน 2569 และ 17–18 ธันวาคม 2569 ระหว่างเวลา 11.00–15.00 น. ณ บริเวณชั้น G อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์

ผู้บริจาคที่เป็นสมาชิกเดอะ สตรีท พอยท์ จะได้รับของที่ระลึกแทนคำขอบคุณ โดยหลังบริจาคสามารถรับฟรีเครื่องดื่มจากร้านกาแฟพันธุ์ไทย ชั้น G พร้อมรับบัตรกำนัล มูลค่า 100 บาท จากศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา หากบริจาคครบ 3 ครั้ง รับกระเป๋าผ้า Blood Donation ดีไซน์พิเศษ และบริจาคครบ 6 ครั้ง รับม่านบังแดด

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างลมหายใจใหม่ให้เพื่อนมนุษย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cwtower.com หรือเฟซบุ๊ก cwtower.bkk และ TheStreetRatchada

สหพัฒนพิบูล มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความยั่งยืนที่วัดผลได้ สหพัฒนพิบูล หรือ SPC เผยผลสำเร็จจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาระบบขนส่งคาร์บอนต่ำและการใช้พลังงานทดแทน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ได้ถึง 23,936 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,596 ต้น พร้อมทั้งนำพลังงานแสงอาทิตย์จากระบบ Solar Rooftop มาใช้ เพื่อลดการพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าจากภายนอก ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low-carbon Logistics ผ่านการนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้งาน EV Truck ในปี 2568 ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนมีนาคม – ธันวาคม 2568 สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 23,936 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,596 ต้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในอาคารสำนักงานและคลังสินค้า ช่วยลดการพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าจากภายนอก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงานขององค์กร

ปัจจุบัน สหพัฒนพิบูล ได้นำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจาก Solar Rooftop มาใช้ในสถานที่หลัก ได้แก่ สำนักงานใหญ่ คลังสินค้าร่มเกล้า และคลังสินค้าศรีราชา เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

การนำ EV Truck และพลังงานจาก Solar Rooftop มาใช้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบและสามารถวัดผลได้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และการใช้ทรัพยากรให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

สหพัฒนพิบูล ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา ตอกย้ำแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ”

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย

EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน”

อ. ทพ. ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ

น.ส. ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ. 2569

เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา

นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ. 2569

ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่าง ๆ สำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา

พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์)

แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน

วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้าง     สังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

ให้…สุขภาพที่ยั่งยืน

ให้…ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน

ให้…ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน

ให้…การศึกษาที่ยั่งยืน

สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง:

Facebook

• Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th  

• Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR  

YouTube

• Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand  

TikTok

• Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth  

• Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

เขย่าตลาดคอนเทนต์ไทย! ครบพอร์ต AIS PLAY ผนึก oneD เปิดแพ็ก “oneD PREMIUM” ถูกจริตคนไทย เพียง 49 บาท/เดือน ลูกค้า AIS ดูฟรีเดือนแรก!

AIS ผนึกกำลังสตรีมมิงแอป oneD เจ้าแม่แอปคอนเทนต์ไทยอันดับ 1 ยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ รวมพลังขยายฐานผู้ชมคอนเทนต์ไทยทั่วประเทศ พร้อมผลักดัน Local Content ไทยให้เข้าถึงคนดูได้มากขึ้น ล่าสุดเปิดตัวแพ็กเกจ “oneD PREMIUM” ที่รวบรวมคอนเทนต์ไทยหลากหลายแนว รวมถึงคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ กว่า 40 คอนเทนต์ที่ดูได้เฉพาะบน oneD เท่านั้น ทั้งละคร ซีรีส์วัยรุ่น ซิตคอมสุดฮา วาไรตี้ยอดฮิต จากหลากหลายสตูดิโอไม่ว่าจะเป็น oneD ORIGINAL ONE31 GMMTV CHANGE2561 และ ATIME รวมถึงเปิดตัว oneD SHORTS ละครแนวตั้งมาแรงที่ถูกจริตคนไทย โดยมีทั้งละครแนวตั้งไทยและจีน เพื่อให้ผู้ชมที่เป็นสมาชิก oneD PREMIUM “ดูได้ครบทุกตอน จบในที่เดียว” พร้อมมอบสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า AIS ทั้งลูกค้ามือถือและเน็ตบ้าน ได้รับชมคอนเทนต์มากขึ้น แต่ราคาพิเศษกว่าเดิม โดยดูฟรี! เดือนแรก เพียงสมัครก่อนวันที่ 31 พ.ค. 69 ก่อนรับชมในเดือนถัดไปเพียง 49 บาท/เดือน หรือรายปีเพียง 499 บาทเท่านั้น! รับชมทุกคอนเทนต์จบครบทุกตอนและไม่มีโฆษณาคั่น ด้วยความคมชัดแบบ Full HD และดูได้ 2 จอ บนทุกอุปกรณ์ สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ชมยุคใหม่ที่นิยมดูคอนเทนต์ผ่านสตรีมมิง

นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รักษาการ หัวหน้าหน่วยธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ เอไอเอส กล่าวว่า “AIS PLAY ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์รวมคอนเทนต์ชั้นนำด้าน Sports & Entertainment อย่างเต็มรูปแบบ มุ่งยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยการรวบรวมคอนเทนต์ที่หลากหลายและร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่างต่อเนื่อง การจับมือกับ oneD ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการทำตลาด ในฐานะแพลตฟอร์มอันดับ 1 คอนเทนต์จริตไทย ความร่วมมือนี้ยังช่วยเติมพอร์ตคอนเทนต์ของ AIS PLAY ให้แข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการเพิ่ม Local Content ครบ พร้อมเสริมไลบรารีคอนเทนต์ไทยให้แน่นยิ่งขึ้น AIS PLAY ยังคงเดินหน้าเติมคอนเทนต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบความบันเทิงที่ ‘สุดทุกความบันเทิง’ ให้ลูกค้า AIS ได้เลือกชมอย่างครบครันในที่ และทำให้ลูกค้าเข้าถึงคอนเทนต์ที่ชื่นชอบได้สะดวก คุ้มค่าในราคาที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูแบบสตรีมมิงอย่างแท้จริง พร้อมรับชมได้อย่างลื่นไหลและเต็มอรรถรสบนเครือข่ายที่ดีที่สุดของ AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้าน”

นายระฟ้า ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การร่วมมือกับ AIS PLAY ในครั้งนี้ ช่วยให้ oneD  สามารถยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงไทย  โดยมุ่งเน้นการขยายฐานผู้ชมผ่านโครงการดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของ AIS พร้อมต่อยอดการทำงานร่วมกันด้านประสบการณ์ผู้ใช้และการสื่อสารให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ชม โดยเฉพาะคนเมืองและกลุ่มแฟนด้อม ด้วยการเสิร์ฟคอนเทนต์คุณภาพ  รวมถึงคอนเทนต์รูปแบบใหม่อย่าง oneD SHORTS หรือละครแนวตั้ง ที่ตอบโจทย์การรับชมบนมือถือในชีวิตประจำวันในปี 2569 นี้ oneD ได้รวบรวมคอนเทนต์ไทยหลากหลายแนวทั้งละคร ซีรีส์ ซิตคอม วาไรตี้ ที่จะทยอยเข้าใหม่ทุกสัปดาห์ อาทิ Girl From Nowhere The Reset, หงสาวดี, แรงเงา, สกุณาซ่อนรัก, Only Friends: Dream On, Club Friday The Series, I Wanna Be Sup’tar พร้อมคอนเทนต์ไทยอีกมากมายให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง สามารถดูย้อนหลัง Exclusive ได้ที่เดียว และยังมีคอนเทนต์ไทยอีกมากกว่า 4,000 ชั่วโมงที่ให้ผู้ชมได้เลือกชมทุกที่ ทุกเวลา ทางแอป oneD”

ลูกค้า AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้าน สมัครแพ็กเกจ oneD PREMIUM เพื่อปลดล็อก ดูได้ครบทุกตอน จบในที่เดียว ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. รับสิทธิ์ดูฟรี! เดือนแรก หลังจากนั้น 49 บาท/เดือน สมัครกด *559# โทรออก, หรือเลือกสมัครแบบ รายปี 499 บาท สมัครกด *559*1# โทรออก  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/oned