Home Blog

ทรู เกาะติดเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ เฝ้าระวังเพิ่ม 11 จังหวัด ลงพื้นที่เคียงข้างชาวแฟลตคลองจั่น ส่งวิศวกรลุยน้ำท่วมนำเครื่องปั่นไฟเสริมการสื่อสารท่ามกลางวิกฤต

ทรู คอร์ปอเรชั่น เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด หลังกรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฝ้าระวังสถานการณ์สถานีฐานรองรับการสื่อสารเพิ่มใน 11 จังหวัดเสี่ยง ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยทีมวิศวกรเครือข่ายทรูติดตามสถานการณ์น้ำและความเสี่ยงต่อโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์รองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่แฟลตเคหะคลองจั่น ซึ่งยังคงเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมขังยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างหนัก ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าดูแลการสื่อสารด้วยความห่วงใย ส่งทีมวิศวกรเครือข่ายลุยระดับน้ำสูง พร้อมใช้เรือท้องแบนลำเลียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์เข้าไปเสริมสถานีฐานภายในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่าย รองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในพื้นที่

ทรู คอร์ปอเรชั่นได้บริหารจัดการโครงข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และมีการระงับการจ่ายกระแสไฟฟ้าในบางจุดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ทรูได้เพิ่มการรองรับสัญญาณจากสถานีฐานบริเวณใกล้เคียง ทำให้ประชาชนยังสามารถติดต่อสื่อสารได้ตามปกติ พร้อมเสริมมาตรการอีกขั้นด้วยการนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าไปจ่ายไฟให้สถานีฐานภายในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่าย รองรับการใช้งานสื่อสารท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังต้องเฝ้าระวัง

วิศวกรทรูฝ่าน้ำท่วมสูง นำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสริมสถานีฐาน เพิ่มความพร้อมการสื่อสาร 24 ชั่วโมง

ภารกิจครั้งนี้ ทีมวิศวกรทรูได้ลำเลียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์อะไหล่ที่จำเป็นขึ้นเรือท้องแบน ฝ่าระดับน้ำที่บางจุดสูงถึงระดับอก ก่อนนำอุปกรณ์ขึ้นอาคารแฟลตและติดตั้งระบบจ่ายไฟให้กับสถานีฐานบนอาคาร เพื่อเพิ่มความพร้อมและขีดความสามารถของโครงข่ายให้รองรับการใช้งานภายในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งการโทร การใช้งานดาต้า การติดต่อกับครอบครัว การติดตามข้อมูลสถานการณ์ ตลอดจนการประสานขอความช่วยเหลือของประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

เบื้องหลังการดูแลโครงข่ายท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม ทรู คอร์ปอเรชั่นได้นำ AI รูปแบบ Predictive Analytics มาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงต่อโครงข่ายล่วงหน้า โดยสามารถประเมินสถานการณ์ในกรณีที่พื้นที่มีแนวโน้มเกิดไฟฟ้าดับต่อเนื่อง ว่าสถานีฐานจุดใดอาจได้รับผลกระทบในช่วงเวลาใด รวมถึงวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของความครอบคลุมสัญญาณและขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการส่งทีมวิศวกร ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์เข้าเสริมในแต่ละพื้นที่ ลดผลกระทบต่อการใช้งานของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) ใช้ AI วิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีฐานต่างๆ เป็นศูนย์กลางในการติดตามสถานการณ์โครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบความผิดปกติหรือความเสี่ยงตามที่ระบบคาดการณ์ไว้ ศูนย์ BNIC จะประสานทีมภาคสนามให้เข้าดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การดูแลโครงข่ายสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านความพร้อมภาคสนาม ทรูได้เตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับสถานีฐาน และอุปกรณ์โครงข่ายสำรอง รวมถึงรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) เรือท้องแบน และรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมและเสริมความพร้อมของโครงข่ายได้ตามสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล สนามบิน ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมประสานการทำงานกับสำนักงาน กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่วมดูแลประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมด้วยความห่วงใย

นอกเหนือจากภารกิจดูแลโครงข่าย ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังส่งต่อความห่วงใยไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบในแฟลตเคหะคลองจั่น โดยนำน้ำดื่มและสิ่งของจำเป็นเข้าไปมอบเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ยังคงอยู่ภายในชุมชน

พร้อมกันนี้ ทรูยังคงติดตามและดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ซึ่งทีมวิศวกรได้เข้าดูแลโครงข่าย พร้อมนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (COW) เข้าเสริมสัญญาณ เพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน รวมถึงการประสานงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าช่วยเหลือในพื้นที่

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังต้องเฝ้าระวัง ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงติดตามสถานการณ์และดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมส่งทีมวิศวกรและอุปกรณ์เข้าพื้นที่ตามความจำเป็น เพื่อให้การสื่อสารยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่เชื่อมประชาชนกับครอบครัว ข้อมูลข่าวสาร และความช่วยเหลือในช่วงเวลาวิกฤต

ครั้งแรกในไทย! “AIS Thai League Store เพื่อบอลไทย หนุนสินค้าไทยลีก” ยกระดับช่องทางจัดจำหน่าย ต่อยอดรายได้ให้สโมสรลูกหนังทั่วประเทศ 

AIS เดินหน้าขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยไปอีกขั้น ด้วยการเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ สร้างช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์แท้ของสโมสรไทยลีกกว่า 81 ทีม ครอบคลุมไทยลีก 1-3 ทั่วประเทศ นับเป็นครั้งแรกในไทย ภายใต้โครงการ “AIS Thai League Store เพื่อบอลไทย หนุนสินค้าไทยลีก” เปิดพื้นที่ให้สโมสรนำสินค้าและของที่ระลึกส่งตรงถึงแฟนบอลทั่วประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและต่อยอดรายได้ให้กับสโมสร

การเปิดพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ด้วยการรวบรวมสินค้าจากทุกสโมสรมาไว้ในที่เดียว ภายใต้การสนับสนุนของ AIS ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาช่วยยกระดับช่องทางจัดจำหน่ายของทุกทีมทั่วประเทศ โดยเฉพาะทีมระดับภูมิภาคที่มีฐานแฟนบอลและอัตลักษณ์โดดเด่น ให้สามารถปลดล็อกขีดข้อจำกัดเดิม มาสู่ศูนย์รวมหนึ่งเดียวให้คอกีฬาเข้าไปเลือกซื้อของที่ระลึกจากทีมโปรดได้ผ่านช่องทางออนไลน์คุณภาพ ที่เข้าถึงแฟนบอลทั่วประเทศ

นอกจากการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายแล้ว AIS ยังผลักดันให้แพลตฟอร์มนี้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่เชื่อมสโมสรและแฟนบอลเข้าหากัน เปิดโอกาสให้แต่ละทีมได้ถ่ายทอดเรื่องราวและความภาคภูมิใจของท้องถิ่นผ่านสินค้า นำชุดฟุตบอลและของที่ระลึกสโมสรไปสู่แฟนบอลได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ เพื่อนำกลับไปพัฒนาทีม เยาวชน และชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ แต่เป็นการนำศักยภาพด้านดิจิทัลของ AIS มาช่วยเสริมศักยภาพของฟุตบอลไทยทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่สโมสร สินค้า และแฟนบอล เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ให้กับวงการลูกหนัง และร่วมผลักดันให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แฟนบอลและผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าลิขสิทธิ์แท้จากสโมสรฟุตบอลไทยลีกผ่าน AIS Thai League Store ได้ที่ https://www.ais.th/thaileaguestore

เอไอเอ และ ไวทัลไลฟ์ เครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เปิดมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพ ด้วยการคัดสรรองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการดูแลลูกค้าสินทรัพย์สูง

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพระดับนานาชาติในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ (Frontier Strategic Partnership) เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ ที่ผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กรในการส่งมอบประสบการณ์ด้านสุขภาพที่แตกต่างและมีความหมายยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าสินทรัพย์สูง (High Net Worth)

ท่ามกลางความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคจำนวนมากต่างมองหาแนวทางที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ มีพลังในการทำสิ่งที่รัก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์จำนวนมากยังคงเข้าถึงได้ยาก ซับซ้อน หรือไม่ได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล ด้วยเหตุนี้ เอไอเอ และ ไวทัลไลฟ์ จึงร่วมกันคัดสรรและนำองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และบริการสุขภาพที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ มาถ่ายทอดให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ และเหมาะสมกับเป้าหมายการใช้ชีวิตของผู้รับบริการแต่ละคน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์ลูกค้าสินทรัพย์สูงและกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนกับเรื่องสุขภาพและ Longevity เพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยนำเสนอประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่มีความเป็นส่วนตัว สะดวกสบาย และได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการดูแลสุขภาพมีความหมายและตอบโจทย์เฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง

บริการที่จะเปิดให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การประเมินสุขภาพเชิงลึก การวิเคราะห์สมดุลฮอร์โมนและภาวะโภชนาการ การประเมินปัจจัยทางพันธุกรรมที่อาจมีส่วนช่วยในการวางแผนสุขภาพ การให้คำปรึกษาเพื่อออกแบบแนวทางดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ตลอดจนบริการด้านการฟื้นฟูและสุขภาพ เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลูกค้าสินทรัพย์สูงของเอไอเอ สามารถเข้าถึงบริการได้ผ่านโครงการ AIA Prestige Club* ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยหรือการดูแลรักษาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้รับบริการยังสามารถเข้าถึงศักยภาพทางการแพทย์และเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้อย่างไร้รอยต่อ

คุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ (Chief Healthcare Officer) เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ มุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น เราเชื่อว่าผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงความคุ้มครอง แต่ต้องการพันธมิตรที่ช่วยนำทางและคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสนับสนุนให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ความร่วมมือกับ ไวทัลไลฟ์ ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งและเฉพาะบุคคลมากขึ้น”

ผศ.นพ. พลกฤต ทีฆคีรีกุล ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับเอไอเอในครั้งนี้ เป็นการขยายขอบเขตของ Wellness จากบริการเฉพาะทาง สู่ ‘ระบบนิเวศของชีวิต’ ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้ากับการคุ้มครองและการวางแผนระยะยาว สุขภาพไม่ควรเป็นเรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ควรเป็นการดูแลเชิงรุกที่เข้าใจแต่ละบุคคล และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เมื่อผนวกเข้ากับโครงสร้างการคุ้มครองที่แข็งแรง เราเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้คนสามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้นในระยะยาว และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness ของโลก”

เอไอเอ และ ไวทัลไลฟ์ เชื่อว่า สุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอายุยืนยาว แต่คือการมีพลัง ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีเพียงพอที่จะได้ใช้เวลากับคนที่รัก ทำสิ่งที่ชอบ และใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการ ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพสำหรับลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงในประเทศไทย ผ่านการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มาคัดสรรและส่งมอบอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ลูกค้าในโครงการ AIA Prestige Club กว่า 1 แสนคน** จะสามารถเริ่มเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพแบบใหม่จากความร่วมมือระหว่าง เอไอเอ และ ไวทัลไลฟ์ ได้ ตั้งแต่เดือน มกราคม 2570 เป็นต้นไป

AIS ผนึก สภาคณบดีวิทยาการจัดการ ราชภัฏทั่วประเทศ ยกระดับทักษะดิจิทัล–AI ปูทางกำลังคนและนักศึกษาสู่โลกอนาคต ผ่าน “อุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy”

AIS ร่วมกับสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สู่มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ผ่านสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านภัยไซเบอร์ สร้างภูมิคุ้มกันในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างปลอดภัย พร้อมเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนำหลักสูตรไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและเตรียมความพร้อมกำลังคนให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฯ ผ่านหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ในรูปแบบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais แอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER และเว็บไซต์ www.aunjaicyber.ais.th เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างสะดวก และนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนหรือกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้เรียน พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านดิจิทัลและ AI สู่ภาคการศึกษา ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ ให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต

ที่ผ่านมาเราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์’ เข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัลที่จำเป็น สร้างภูมิคุ้มกันจากภัยไซเบอร์ และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างรู้เท่าทัน เกิดประโยชน์ และรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และประเทศ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร นายกสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการดำเนินชีวิต ความร่วมมือระหว่างสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย และ AIS ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้ด้านดิจิทัลสู่ภาคการศึกษา เพื่อให้คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ สามารถนำหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์’ ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของสื่อประกอบการเรียนรู้สำหรับวิชาพื้นฐาน/ทั่วไป (General Education) เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัลและความรู้ด้าน AI ให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1–4

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสามารถนำหลักสูตรดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนหรือกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล และพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่สังคมดิจิทัลและตลาดแรงงานในอนาคต”

HAPPY26 เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) วันแรก

รุ่งทิพย์ เจริญวิสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย เฉลิม ทองสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มีสุข โซลูชั่นส์ (HAPPY26) ร่วมพิธีเปิดการซื้อขายวันแรกใน LiVEx ในวันที่ 23 กันยายน 2569 โดย HAPPY26 ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ประเภทโกดังและโรงงานสำเร็จรูป

ทั้งนี้ LiVEx เปิดให้ซื้อขายวันละ 1 รอบ ระหว่าง 9.30 –11.00 น. ในรูปแบบ Auction ด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติ (Automatic Order Matching: AOM) และวิธีบันทึกการซื้อขาย (Trade Report) ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ใน LiVEx ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.live-platforms.com/live-exchange

ออมสิน ผนึกพลังภาคการเงิน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมประกาศเจตนารมณ์การป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด ภายใต้ความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับ 6 สมาคมภาคการเงิน และหน่วยงานธุรกิจการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยธนาคารออมสินในฐานะสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการป้องกันเชิงรุก มิให้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การทุจริต และธุรกรรมผิดกฎหมายทุกประเภท พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน ‘กฎบัตรการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด’ ให้เป็นกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องกันการกระทำผิด ปกป้องประชาชน และรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ภายในงาน “หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย” ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก กสทช. ลงพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-เพชรบุรีตรวจเข้มมาตรการลงทะเบียนซิม สกัดการนำเลขหมายใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ยกระดับความปลอดภัยเพื่อคนไทย!

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ให้บริการและตัวแทนจำหน่าย เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินการ ลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามประกาศสำนักงาน กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องจัดการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยทรู ได้ให้ความร่วมมือแนะนำขั้นตอนการลงทะเบียน และนำเสนอระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม เพื่อให้การกำกับดูแลของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเตรียมนำผลการประเมินไปยกระดับมาตรฐานการให้บริการต่อไป

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมทรู ร่วมลงพื้นที่กับคณะ กสทช. นำโดย พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐ
และกรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย พร้อมด้วย นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช. โดยทรูได้ร่วมให้ข้อมูลและนำเสนอขั้นตอนการให้บริการ เพื่อให้คณะ กสทช. ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติงานจริง ณ ทรู ช็อป เซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมถึงพื้นที่สมุทรสงคราม เพชรบุรี ครอบคลุมกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย การจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ ตลอดจนขั้นตอนการปฏิบัติงานของศูนย์บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรการที่ กสทช. กำหนด

พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐและกรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย กล่าวว่า “การลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ กสทช. ให้ความสำคัญ เพื่อให้การลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถตรวจสอบได้โดยมุ่งตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงของศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่าย ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนดอย่างเคร่งครัด

กสทช.จะติดตามและบูรณาการความร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการลงทะเบียนซิมให้มีมาตรฐาน รัดกุม และตรวจสอบได้
เพราะการลงทะเบียนที่ถูกต้องไม่เพียงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องทางที่มิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะนำเลขหมายโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิด และช่วยป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนและประเทศ”

นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความร่วมมือกับสำนักงาน กสทช.
อย่างต่อเนื่องในมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ร่วมกัน โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย การจัดเก็บข้อมูล ตลอดจนขั้นตอนการปฏิบัติงานของศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ทุกกระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้อง รัดกุม และสามารถตรวจสอบได้”

นอกจากการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรและตัวแทนจำหน่ายที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง โดยพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลจากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช.มาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“เราเชื่อว่าการป้องกันการนำเลขหมายโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทรูจึงพร้อมสนับสนุนมาตรการของภาครัฐและร่วมยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ลดความเสี่ยงจากการนำเลขหมายไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และร่วมสร้างระบบนิเวศโทรคมนาคมที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เพราะความมั่นคงปลอดภัยของลูกค้าคือสิ่งที่ทรูให้ความสำคัญมาโดยตลอด” นายนฤพนธ์ กล่าวในที่สุด

พร้อมกันนี้ ทรูยังเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกค้าผ่านบริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) ระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติสำหรับลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมาย โดยช่วยบล็อกลิงก์และเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงจาก SMS หรือการใช้งานอินเทอร์เน็ตก่อนเข้าถึงเว็บไซต์อันตราย โดยลูกค้าไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น และกสทช. ในการเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางเทคโนโลยีระดับชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่าทุกขั้นตอนการให้บริการเป็นไปอย่างโปร่งใสรัดกุม และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน

73 ปี ธอส. เดินหน้าตอบแทนลูกค้า ชูสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.73% สลากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 1.20% ชำระดีมีคืน 0.73%

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าตอบแทนลูกค้า สนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น จัดทำโปรโมชันทางการเงินสุดพิเศษ ทั้งสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.73% ต่อปี สลากออมทรัพย์ ธอส. 73 ปี Beyond หน่วยละ 1 ล้านบาท ชูจุดเด่นดอกเบี้ยสูง 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน ลุ้นรางวัลใหญ่ตลอด 2 ปี พร้อมโปรโมชันบ้านมือสอง ธอส. กับงานประมูลครั้งใหญ่ ขนทรัพย์กว่า 12,000 รายการทั่วประเทศ ลดราคาสูงสุด 50% และโครงการ 73 ปี ธอส. ชำระดีมีคืน มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอ รวมถึงสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้า G H BANK CROWN ร่วมเฉลิมฉลองตลอดเดือนเกิด!

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในโอกาส ธอส. ดำเนินงานครบรอบ 73 ปี ตอบแทนลูกค้าพร้อมส่งต่อคำขอบคุณ ด้วยการเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยและบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “ธอส. 73 ปี Beyond” สะท้อนการก้าวสู่การเป็น “Beyond Housing Bank” มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือ เพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน ที่จะดูแลลูกค้าทุกช่วงเวลาของการมีบ้าน ได้จัดทำโปรโมชันทางการเงินตอบแทนลูกค้าครอบคลุมทุกมิติ ประกอบด้วย

  1. สินเชื่อ ธอส. 73 ปี Beyond กับแคมเปญ Worry Free อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0.73% ต่อปี ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน – ค่าธรรมเนียมจดจำนอง ช่วยลดภาระและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย
  2. สลากออมทรัพย์ ธอส. 73 ปี Beyond หน่วยละ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยหน้าสลาก 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือนตลอดอายุสลาก 2 ปี พร้อมโอกาสลุ้นรางวัล 3 ล้านบาททุกเดือน เลือกหมวดได้ด้วยตนเอง เพิ่มโอกาสถูกรางวัล พิเศษ! ลูกค้า 730 รายแรก ที่ซื้อสลากฯ ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป รับฟรี สลากออมทรัพย์ ธอส.ชุดทองกวาวมั่งมี 2 มูลค่า 3,000 บาท
  3. ประมูลบ้านมือสอง ธอส. 73 ปี Beyond วันที่ 19 กันยายน 2569 พบทรัพย์บ้านมือสองคุณภาพดี ทำเลศักยภาพทั่วประเทศกว่า 12,000 รายการ ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกประเภท พร้อมส่วนลดราคาสูงสุด 50% และสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น
  4. โครงการ 73 ปี ธอส. ชำระดีมีคืน ตอบแทนลูกค้าให้ได้รับเงินคืน 0.73% ของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ชำระในปี 2568 สำหรับลูกค้าสินเชื่อที่กู้เงินมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกัน ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอ 48 เดือนติดต่อกัน (จนถึงเดือนสิงหาคม 2569) ไม่เคยเป็น NPL ในวัตถุประสงค์การกู้ที่ธนาคารกำหนด โดยเงินที่ได้รับคืนจะนำไปตัดชำระเงินกู้อัตโนมัติในงวดเดือนกันยายน 2569
  • เงินฝากออมทรัพย์เจ้าสัว อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.25% สิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้า G H BANK CROWN เพียงเปิดบัญชีหรือฝากเพิ่ม รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 500 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด

“ธอส. 73 ปี Beyond สะท้อนถึงการก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย มาต่อยอดด้วยผลิตภัณฑ์ บริการ เทคโนโลยี และแนวทางการดูแลลูกค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยในทุกช่วงเวลาของการมีบ้าน เพื่อให้ ธอส. เป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ โดยเป็นพันธมิตรที่ช่วยสร้างความมั่นคง
ด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียด เงื่อนไขผลิตภัณฑ์และโปรโมชันต่าง ๆ ภายใต้ ธอส. 73 ปี Beyond และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต มอบเงิน 2 ล้านบาท แก่มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ ร่วมสร้าง “โรงงานยาที่มีชีวิต” ยกระดับการรักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงเพื่อคนไทย

คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มอบเงินร่วมสนับสนุนจำนวน 2,000,000 บาท แก่มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะกรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ เป็นผู้รับมอบ

การมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านละครเวทีรอบการกุศล “เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” เพื่อนำรายได้เข้าสู่ “กองทุนมูลนิธิมหิดลเพื่อความยั่งยืน” นำไปใช้ในการสร้าง “MU Bio-Plant โรงงานยาที่มีชีวิต” พร้อมขับเคลื่อนหน่วยผลิตยารักษาโรคขั้นสูง Advanced Therapy Manufacturing Unit (ATMU) แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการผลิตยานวัตกรรมจากงานวิจัยของไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่สร้างประโยชน์แก่สังคมโลก

OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ใช้พลังความรักขับเคลื่อนองค์กรโดยไม่หยุดพัฒนาในทุกมิติ เพื่อทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย ทำให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิตได้มากที่สุด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกและสังคมไทย เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป ให้ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง มั่นใจ ปลอดภัย และมีความสุข สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ocean.co.th หรือ ติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER 1503 .

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ