วันอังคาร 17 พฤษภาคม 2022
หน้าแรก บล็อก

สหพัฒน์ ตั้งจุดคัดแยกขวดพลาสติก ส่งผลิตชุดPPE

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจที่บริษัทฯ ทำควบคู่กับการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด คือ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมาได้มุ่งสร้างจิตสำนึกในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานในองค์กร และชุมชนภายนอกองค์กรอย่างต่อเนื่อง สำหรับ SPC Green Please นับเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อมล่าสุดที่บริษัทฯ ได้จัดขึ้น เพื่อรณรงค์ให้พนักงานร่วมกันลดปริมาณขยะโดยนำขวดพลาสติกหรือพลาสติกใช้ครั้งเดียว มาทิ้งที่ตู้ทิ้งขวดพลาสติกที่ตั้งอยู่ภายในบริษัทฯ โดยจะมีการแยกส่วนขวด ฝา และฉลาก เพื่อรวบรวมส่งมอบให้กับโครงการ แยกขวด ช่วยหมอ และ YOUเทิร์น ของปตท. นำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล ผลิตเป็นชุด PPE แบบใช้ซ้ำได้ เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ขาดแคลน

ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการ SPC Green Pleaseบริษัทฯ สามารถรวบรวมขวดพลาสติกส่งมอบให้กับโครงการ แยกขวด ช่วยหมอ และ YOUเทิร์น ได้ถึง 169 กิโลกรัม สามารถนำไปผลิตชุด PPE ได้ 550 ชุด โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ

“การจัดโครงการ SPC Green Please นอกจากจะได้ชุด PPE ไปเป็นเสื้อเกราะปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่นๆ แล้ว เรายังคาดหวังให้โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้พนักงานเกิดความเคยชินในการคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล ซึ่งหลังจากนี้อาจจะมีต่อยอด ขยายผล เพิ่มพื้นที่ และขยายเวลาการจัดโครงการนี้ต่อไป เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่กระแส แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน” นางชัยลดา กล่าว

FARMFACTORY ปรับโฉมใหม่ เจาะกลุ่มคนทำงานสายสุขภาพ ย่านสุขุมวิท

ฟาร์มแฟคทอรี (FARMFACTORY) ธุรกิจสลัดและเครื่องดื่ม ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ปรับโฉมร้านใหม่ สาขาศูนย์การค้า ดิ เอ็ม ควอเทียร์ (The EmQuartier) ย่านสุขุมวิท เสิร์ฟวัตถุดิบสด สะอาด ปลอดภัย ระดับพรีเมียม ส่งตรงจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคทุกวัน รับประทานคู่กับน้ำสลัดสูตรเฉพาะของร้านที่รังสรรค์เป็นพิเศษเพื่อคนรักสุขภาพ พร้อมทั้งเครื่องดื่มผักผลไม้สกัดเย็นหลากหลายเมนู ในราคาที่เข้าถึงได้ 

นายสุจิตต์ เดชคง ผู้จัดการทั่วไปร้านฟาร์มแฟคทอรี กล่าวว่า ร้านฟาร์มแฟคทอรี เปิดมาประมาณ 4 ปี จากแนวคิดที่อยากให้คนไทยมีสุขภาพดีจากการได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่สด ใหม่ สะอาด รสชาติ และอร่อย สอดคล้องกับเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมานิยมอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ภายใต้แนวคิด 3 ส “สด สะอาด สะดวก” สำหรับวัตถุดิบหลักคือ ผักสดปลอดภัยส่งตรงจากฟาร์มถึงร้านทุกวัน นำมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน เพื่อคงความสดจนถึงมือผู้บริโภค ส่วนเนื้อสัตว์ ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากซีพีเอฟ การันตีคุณประโยชน์ทุกคำได้ลิ้มลอง สำหรับความสะดวกร้านฟาร์มแฟคทอรี ทั้ง 8 สาขา ตั้งอยู่แนวรถไฟฟ้าสถานีต่างๆ และย่านออฟฟิศสำคัญ เช่น สีลม สาทร รวมถึงสาขาล่าสุด ดิ เอ็ม ควอเทียร์ 

“สำหรับเมนูไฮไลท์ของร้าน คือ Special Ceacar เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มรับประทานสลัด เราดีไซน์ให้เป็นเมนูที่ทานได้ง่าย รสชาติอร่อย และเข้าถึงทุกกลุ่มวัย รวมถึงซุปหลากหลายสไตล์ให้เลือก ได้แก่ ซุปเห็ดแชมปิญอง ซุปผักโขม และซุปฟักทอง พร้อมด้วยเครื่องดื่มน้ำผักสกัดเย็น รวม 6 สูตร อาทิ Forever Young, Deep Detox, Super Slim เป็นต้น นอกจากนี้ ความพิเศษของฟาร์มแฟคทอรี คือ น้ำสลัดที่มีมากถึง 13 รสชาติ ผลิตแบบโฮมเมดจากครัวกลางทั้งหมด” นายสุจิตต์ กล่าว 

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษรับเดือนพฤศจิกายนนี้ ได้แก่ Harvest Cobb (Size M) ในราคา 99 บาท (จากปกติ 159 บาท) Green Curry Chicken Steak เพียง 149 บาท (จากราคาปกติ 179 บาท) และ Salmon Steack With Taco Sauce ราคา 199 บาท (จากปกติ 219 บาท) นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญเซตสุดพิเศษ ในราคาสุดคุ้ม 149 บาท ได้แก่ Special Caesar (Size M) หรือ Magic Bowl (Size M) เลือกจับคู่กับเครื่องดื่ม Veggie Mocktail หรือซุปรสชาติต่างๆ ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย. 2564 

“ร้านฟาร์มแฟคทอรี” ให้บริการแล้ว 8 สาขา ได้แก่ สีลมคอมเพล็กซ์, สาทร สแควร์, ออลซีซั่นส์ เพลส, ฟอร์จูนทาวน์, เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ตรอกจันทน์ และโฮมโปร บางนา กม.1 สำหรับสาขาศูนย์การค้า ดิ เอ็ม ควอเทียร์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ที่ ชั้น B และสามารถสั่งผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ต่างๆ ได้แก่ Grabfood, foodpanda, LINEMAN Robinhood และ truefood หรือติดตามรายละเอียดพร้อมโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/farmfactoryworld/ Instagram : https://www.instagram.com/farmfactoryworld/ และเว็บไซต์ : www.farmfactory.foodie-delivery.com 

ทั้งนี้ “ร้านฟาร์มแฟคทอรี” ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด พนักงานทุกคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม และในขณะปฏิบัติงานสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือตลอดเวลา มีเจลแอลกอฮอล์และเว้นระยะห่างสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน รวมทั้งเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบไร้สัมผัส True Money Wallet เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ได้รับประทานอาหารอร่อยคุณภาพปลอดภัยในทุกเมนู

PROSPECT REIT โชว์ฟอร์มไตรมาส 3 รายได้รวม 114.11 ล้านบาท

นางสาวอรอนงค์ ชัยธง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล หรือ PROSPECT REIT เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2564 (สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2564) มีรายได้รวมทั้งสิ้นจำนวน 114.11 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาท หรือ 3% ปัจจัยบวกจากอัตราการเช่าพื้นที่ที่สูงถึง 98% อีกทั้ง  การบริหารจัดการที่ดี ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง 1.94% จึงเป็นผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 5.53 % ทั้งนี้  ตลอดระยะเวลา 9 เดือน สามารถสร้างรายได้รวมจำนวน 332.85 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ ผู้ถือหน่วยประจำไตรมาสนี้ในอัตรา 0.2880 บาทต่อหน่วย ซึ่งมีกำหนดจ่ายในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ในรอบ 1 ปี ของการจัดตั้ง PROSPECT REIT ได้ประกาศจ่ายเงินออกให้ผู้ถือหน่วยไปแล้วย้อนหลัง 1 ปี รวมอยู่ที่ 1.1363 บาท ต่อหน่วย นับว่าผลตอบแทนปีแรกเติบโตได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้ในหนังสือชี้ชวน  

“ไตรมาส 3 ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ทว่าในฝั่งธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่ายังคงได้รับผลกระทบไม่มากนัก ซึ่ง PROSPECT REIT ก็มีผลประกอบการเติบโตขึ้นกว่าไตรมาสก่อน ปัจจัยสำคัญสืบเนื่องจากจุดแข็งของเรา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่มีความพร้อมสามารถรองรับธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบอย่างโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน (BFTZ) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.23 อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ อีกทั้งมีการบริการครบวงจร สามารถตอบสนองได้  ทุกความต้องการของผู้เช่า ที่สำคัญเรามีผู้เช่าที่แข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มอาหาร, โลจิสติกส์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีอัตราการต่อสัญญา (Renewal rate) จากผู้เช่ารายเดิมถึง 95%”  

นางสาวอรอนงค์ กล่าวต่อไปว่า “จากอัตราการต่อสัญญาของผู้เช่ารายเดิมที่เพิ่มขึ้น และมีผู้เช่ารายใหม่ติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของคุณภาพทรัพย์สินที่ PROSPECT REIT เข้าลงทุนในครั้งนี้ ในขณะที่ฝั่งของนักลงทุนเราก็มีการให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในแง่ของตัวทรัพย์สินและผลการดำเนินงานในหลายช่องทางเพื่อให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการดำเนินงานของ PROSPECT REIT จึงสามารถสร้างทั้งรายได้และผลกำไรให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่มีการจัดตั้งจนถึงปัจจุบัน ซึ่งครบระยะเวลา 1 ปี เราได้มีการจ่ายเงินออกให้ผู้ถือหน่วยตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563 ถึง ไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 0.2805, 0.2808, 0.2870 และ 0.2880 ตามลำดับ รวมจ่าย 4 ครั้งทั้งสิ้น 1.1363 บาท/หน่วย ซึ่งสูงกว่าที่ประมาณการผลตอบแทนปีแรกที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน” 

ด้านความคืบหน้าการเข้าซื้อทรัพย์สินเพิ่มเติมและการเพิ่มทุน ยังคงอยู่ในแผนที่วางไว้ ขณะนี้อยู่ในช่วงดำเนินการ ซึ่งมีทั้งทรัพย์สินที่มาจากบริษัทแม่ ได้แก่  “บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด” และที่มาจากผู้พัฒนาโครงการรายอื่น โดยคาดว่าการเพิ่มทุนจะเกิดขึ้นภายในปี 2565 ทั้งนี้ PROSPECT REIT มีเป้าหมายในการขยายมูลค่าสินทรัพย์ที่ 10,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี 

“สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการประกาศนโยบาย  เปิดประเทศของภาครัฐฯ ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนชาวต่างชาติให้หันมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ตรงจุดนี้ค่อนข้างส่งผลบวกกับ PROSPECT REIT ด้วยทรัพย์สินที่เรามีอยู่ในมือรวมถึงทีมบริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ และที่ผ่านมาก็เริ่มมีผู้ลงทุนรายใหม่ทั้งชาวจีนและชาวไทยเองทยอยเดินทางเข้าดูพื้นที่เช่าในโครงการ BFTZ อยู่อย่างต่อเนื่อง นั้นแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศของกิจกรรมทางธุรกิจเริ่มกลับมาแล้วนั้นเอง” นางสาวอรอนงค์ กล่าว 

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เร่งดึงดิจิทัลแพลตฟอร์มสู้ศึกไตรมาสสุดท้าย

“เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ขานรับตลาดอสังหาฯไตรมาส 4/64 ส่งสัญญาณบวก ดึงดิจิทัลแพลตฟอร์มเพิ่มช่องทางและสร้างสีสันการขาย ส่งแคมเปญที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ผู้บริโภคปัจจุบัน เดินหน้าเจรจาพันธมิตรสร้างนวัตกรรมใหม่การอยู่อาศัยและความยั่งยืนระยะยาว

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซูรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 4/2564 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเพดานอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ (LTV) เป็น 100% การผ่อนคลายมาตรการกึ่งล็อคดาวน์ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต่อวันปรับตัวลดลง ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาประกอบอาชีพตามปกติได้มากขึ้น บริษัทฯ จึงเตรียมเพิ่มขีดความสามารถให้เติบโตไปได้อย่างแข็งแกร่ง และช่วยผู้บริโภคให้มีโอกาสเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพได้มากขึ้น

ในช่วงปลายปี 2564 วางแผนแนวกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การดึงดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้ สอดรับพฤติกรรมใหม่ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจซื้อของผ่านช่องทางดิจิทัล ล่าสุด จับมือกับ Living Insider สร้างแพลตฟอร์มสำหรับขายโครงการคอนโดมิเนียมเมทริส ดิสทริค ลาดพร้าว (Metris District Ladprao) พร้อมทั้งสร้างสีสันใหม่โดนใจผู้บริโภคอย่างการเปิดประมูลยูนิตสวยออนไลน์ 2.การส่งแคมเปญใหม่สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งกลุ่มที่ต้องการโครงการพร้อมอยู่ 3.การเดินหน้าเจรจาพันธมิตร พูดคุยกับพันธมิตรทั้งด้านสินค้าใหม่ๆ การตลาด การเงิน เพื่อสร้างความร่วมมือหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เติมเต็มการอยู่อาศัย และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบริษัทฯ ในระยะยาวอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก ลูกค้ามีความต้องการผู้ที่เข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขามากขึ้น ทั้งด้านฟังก์ชั่นที่จะมาตอบโจทย์การอยู่อาศัยภายในบ้านและคอนโด รวมถึงความเข้าใจในการตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางที่หลากหลาย และขั้นตอนการชำระเงินต่างๆ เราจึงพยายามปรับตัวต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค อีกทั้งเรายังวางแผนการพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น ให้สอดคล้องวิสัยทัศน์การเป็น Lifescape Developer ด้วยการส่งแคมเปญที่จะมาช่วยตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พร้อมนำดิจิทัลแพลตฟอร์ม และเตรียมร่วมมือกับพันธมิตรด้านต่างๆ ที่จะมาตอบโจทย์ลูกค้าในระยาว” นางสาวเพชรลดา กล่าว

นางสาวเพชรลดา กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มธุรกิจใหม่อย่าง PeopleScape นั้น ยังคงมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งการจัดคอร์สฝึกอบรม การจัดงานสัมมนา ขณะที่กลุ่มธุรกิจ HealthScape และ TechScape นั้น บริษัทฯ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการด้านต่างๆ ร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปี 2565

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2564 (ก.ค.-ก.ย.2564) บริษัทฯ มีรายได้รวมทุกประเภทธุรกิจอยู่ที่ 980 ล้านบาท เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 905 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจอื่นๆ อีกกว่า 75 ล้านบาท โดยกลุ่มรายได้หลักยังคงมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ จากการที่บริษัทฯ ออกแคมเปญใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค อาทิ แคมเปญ Major Heroes จัด Financial Solutions ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าแต่ละราย ปัจจุบันมียอดขาย รอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 ประมาณ 3,900 ล้านบาท

ขณะที่รายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมเริ่มมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ดีขึ้น และหลังจากมีการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย มีแนวโน้มเห็นการกลับมาของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ในส่วนของธุรกิจโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะสำนักงานให้เช่า มีสัดส่วนของรายได้ที่เป็นไปในทิศทางบวกมากยิ่งขึ้น สืบเนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ผ่อนคลายให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้มากขึ้น ผู้คนเริ่มกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ อาคารสำนักงานให้เช่าของเมเจอร์ฯ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่สะดวกในการเดินทางจึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะมีแนวโน้มเห็นการกลับมาของทั้ง 2 ตลาดดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2565

สำหรับ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซูรี มีธุรกิจหลักในเครืออยู่ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย 2.กลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น ออฟฟิศและโรงแรม 3.กลุ่มธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ในการเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโครงการระดับลักซูรีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

เจียไต๋ พร้อมเสริฟ์เมนูสุดพิเศษ รับเทศกาลกินเจ

เจียไต๋ฟาร์ม โดยกลุ่มบริษัทเจียไต๋ ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ต้อนรับเทศกาลกินเจ 2564 ด้วย 6 เมนูอาหารและเครื่องดื่มเจที่รับประกันความไม่จำเจ ด้วยวัตถุดิบสุดพิเศษจากธรรมชาติ รังสรรค์สู่เมนูไฮไลท์เฉพาะที่เจียไต๋ฟาร์ม มาร่วมอิ่มใจ อิ่มท้อง และพร้อมบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงตลอดเทศกาลกินเจ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ตุลาคม 2564 ที่ร้านเจียไต๋ฟาร์ม สุขุมวิท 60 เท่านั้น

เริ่มต้นรองท้องด้วยเมนูของว่างที่ไม่ธรรมดา เต้าหู้ดอยกับฟักทองมินิบอลทอดเจ ด้วยวัตถุดิบพิเศษอย่างเต้าหู้ดอยที่ทำจากถั่วเหลือง ไม่มีส่วนผสมของไข่และไม่มีวัตถุกันเสีย เสิร์ฟพร้อมฟักทองมินิบอลหวานมัน ที่นำไปชุบแป้งทอดให้เหลืองกรอบ รับประทานคู่กับน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ให้รสชาติกรอบหวานมัน เป็นเมนูทานเล่นระหว่างวัน

สำหรับสายคลีนขอแนะนำ เปาะเปี๊ยะสดเจ อร่อยเต็มคำกับแผ่นแป้งเวียดนามที่นำมาห่อผักสดอย่างกะหล่ำปลี แครอท และแตงกวาหวานกรอบ พร้อมเต้าหู้ดอย รับประทานคู่กับน้ำจิ้มมะขามรสชาติเปรี้ยวหวานที่เคี่ยวอย่างพิถีพิถัน หอมกลิ่นน้ำมันงา อิ่มท้องแบบสุขภาพดี

อิ่มท้องด้วยเมนูจานหลักอย่าง ข้าวคั่วกลิ้งเจ รสชาติจัดจ้านแบบฉบับอาหารใต้ ที่นำโปรตีนเกษตรมาผัดกับพริกแกงคั่วกลิ้ง เสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เคียงผักสด หวานกรอบ ตัดรสชาติได้อย่างลงตัว

หรือจะเลือกเมนูจานหลักอีกจาน ข้าวบรอกโคลีผัดเห็ดหอมเจ บรอกโคลีสด กรอบ ผัดกับเห็ดหอม และเต้าหู้ดอยแบบไร้น้ำมัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วหวานและซอสถั่วเหลืองรสชาติกลมกล่ม เสิรฟ์พร้อมข้าวสวย อร่อยได้สุขภาพและแคลอรี่ต่ำ

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มเจสุดพิเศษ ให้เลือกสรรอีก 2 เมนู อาทิ Pumpkin Lava เนื้อฟักทองบดผสมกับนมพิสตาชิโอ เสริมรสชาติด้วยคาราเมลเล็กน้อย ให้ความหวานมัน หอมอร่อย ได้สุขภาพ และสำหรับคอกาแฟห้ามพลาดกับกาแฟลาเต้เจสูตรเด็ดที่ผสานความหอมมันจากเนื้อฟักทองบด Pumpkin Coffee Latte ด้วยส่วนผสม 4 อย่างที่นำมาจับคู่กันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กาแฟ นมพิสตาชิโอ เนื้อฟักทอง และคาราเมล ให้ความหอมกาแฟ รสชาติหวานมัน เพิ่มความสดชื่น กะปรี้กะเปร่า และได้ประโยชน์อัดแน่นคับแก้ว

มาเปลี่ยนรสชาติอาหารเจและสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในเทศกาลกินเจปีนี้ที่ร้านเจียไต๋ฟาร์ม สุขุมวิท 60 ที่นอกจากจะอิ่มใจ อิ่มท้อง พร้อมกับได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้รับประทานอาหารในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและลิ้มรสชาติที่สดใหม่จากวัตถุดิบที่คัดสรรมาเฉพาะที่เจียไต๋ฟาร์มเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมั่นใจได้ถึงความสะอาดและปลอดภัย โดยเจียไต๋ฟาร์มพร้อมให้บริการโดยปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ร้านเจียไต๋ฟาร์ม สุขุมวิท 60 หรือทาง Line @chiataifarm Facebook: Chia Tai Farm โทร 089-139-6170 ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ตุลาคม 2564

Chester’s x Meat Zero เสิร์ฟแคมเปญ ‘หมูกรอบเจ อร่อยแบบไม่จำเจ’

บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟูดในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ภายใต้แบรนด์ เชสเตอร์ (Chester’s) เปิดตัวแคมเปญ ‘หมูกรอบเจ อร่อยแบบไม่จำเจ’ พร้อมเสิร์ฟ 2 เมนูใหม่ในเทศกาลกินเจ ‘ข้าวกะเพราหมูกรอบ ZERO และ สปาเก็ตตี้กะเพราหมูกรอบ ZERO’ เพิ่มตัวเลือกแก่ผู้บริโภค ด้วยเมนู Plant-based โดยวัตถุดิบหลัก ‘หมูกรอบทำจากพืช’ แบรนด์ Meat Zero ให้เนื้อสัมผัสเสมือนเนื้อหมูกรอบจริงๆ มีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ปราศจากคอเรสเตอรอล คลุกเคล้ากับใบกะเพราและพริก ปรุงจนรสชาติเข้มข้น จัดจ้าน ถูกปากคนไทย นอกจากได้อิ่มอร่อยแล้ว ยังตอบโจทย์คนรับประทานเจที่รักสุขภาพและได้บุญอีกด้วย 

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษในช่วงเทศกาลกินเจ มีให้เลือกทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ ชุดข้าวกะเพราหมูกรอบ ZERO พิเศษ 129 บาท (จากราคาปกติ 209 บาท) อิ่มอร่อยพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ขนาดปกติ และเป๊ปซี่ 22 ออนซ์ 1 แก้ว และชุดสปาเก็ตตี้กะเพราหมูกรอบ ZERO พิเศษ 129 บาท (จากราคาปกติ 209 บาท) อร่อยฟิน พร้อมด้วยเฟรนช์ฟรายส์ขนาดปกติ กับเป๊ปซี่ 22 ออนซ์ 1 แก้ว สำหรับโปรโมชั่นนี้ เฉพาะสั่งช่องทางเชสเตอร์เดลิเวอรี่ ผ่าน www.chesters.co.th หรือโทร 1145 เท่านั้น หากใครที่ต้องการสั่งแบบอาหารจานเดี่ยวมีให้บริการเช่นกัน เพียงจานละ 105 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 13 ตุลาคม 2564 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด  

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ไม่รับประทานทานเจ ทางเชสเตอร์มีเมนูน้องใหม่! อย่าง Pizza Bites เอาใจวัยรุ่นกับความอร่อยที่สอดไส้ซอสพิซซ่าชีส และความกรุบกรอบของแป้งด้านนอกที่ยิ่งเคี้ยวยิ่งมันส์ 1 กล่อง มี 7 ชิ้นเพียง 59 บาท หรือชุดโปรโมชั่น Pizza Bites ได้แก่ ชุดอร่อยสุดมันส์ พิเศษ 109 บาท (จากราคาปกติ 191 บาท) เต็มอิ่มไปกับไก่ทอดซอสน้ำปลาหรือไก่ย่างสูตรเผ็ด  2 ชิ้น พร้อม Pizza Bites 7 ชิ้น กับเป๊ปซี่ 22 ออนซ์ 1 แก้ว และชุดอร่อยสุดฟัน พิเศษ 139 บาท (จากราคาปกติ 208 บาท) อร่อยได้ทั้งข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์ พร้อม Pizza Bites 7 ชิ้น กับเป๊ปซี่ 22 ออนซ์ 1 แก้ว สำหรับโปรโมชั่นนี้ สั่งผ่านเชสเตอร์เดลิเวอรี่บนเว็บไซต์ www.chesters.co.th หรือโทรที่ 1145 ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2564 

นอกจากนี้ เชสเตอร์มีบริการจัดส่งอาหารฟรีให้กับลูกค้า เฉพาะช่องทางเชสเตอร์เดลิเวอรี่ เมื่อสั่ง 200 บาทขึ้นไป และลูกค้ายังสามารถรับสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นดีๆ ก่อนใคร เพียงแค่แอดไลน์เป็นเพื่อนกับเชสเตอร์ได้ที่ @chestersthai  

ร้านเชสเตอร์ ยังคงเข้มงวดในมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยขอความร่วมมือลูกค้าสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าร้าน ตลอดจนการเว้นระยะห่างระหว่างเข้าแถวชำระค่าสินค้า และแบบเดลิเวอรี่ ได้จัดที่นั่งพิเศษสำหรับไรเดอร์ เพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าและบริการคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยแก่ลูกค้าทุกคน

“ดีป้า” หนุนโมเดล ภูเก็ตต้องชนะ.com จัดการวัคซีนในพื้นที่

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนแพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com ผลลัพธ์ความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชนในการผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ช่วยบริหารจัดการข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง พร้อมตั้งเป้าประชาชนในพื้นที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มเกิน 70% รองรับการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว 1 กรกฎาคมนี้

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีดีเอส) มีข้อสั่งการให้ ดีป้า ดำเนินการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยให้ประเทศไทยข้ามผ่านวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยหนึ่งในกุญแจสำคัญคือ แพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com ที่ ดีป้า บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดภูเก็ต ดิจิทัลสตาร์ทอัพ รวมถึงภาคเอกชนในพื้นที่เร่งพัฒนาขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ดีป้า พร้อมด้วยผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com ขึ้น เพื่อให้ประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยนำแพลตฟอร์มจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมือง (City Data Platform) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เริ่มจากการนำฐานข้อมูลสุขภาพจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตมาคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและต้องได้รับวัคซีนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงเริ่มให้ประชาชนทั่วไปได้ลงทะเบียน จองวัน และเลือกสถานที่รับวัคซีนได้เอง นอกจากนี้ ระบบยังมีการเก็บข้อมูลการรับวัคซีนทั้ง 2 เข็มของประชาชน และสามารถเรียกดูได้ทันทีเพียงกรอกเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน โดยปัจจุบัน แพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com รับการลงทะเบียนและจองรับวัคซีนไปแล้วกว่า 350,000 คน โดยตั้งเป้าว่า ประชาชนในพื้นที่จะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มเกินกว่า 70% ก่อนเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564

“การดำเนินงานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการวัคซีนให้เป็นระบบยิ่งขึ้น อีกทั้งตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นตัวอย่างผลลัพธ์ของการขับเคลื่อนให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลบริหารจัดการข้อมูลเมือง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ที่สำคัญคือต้องยอมรับในความเข้มแข็งของจังหวัดภูเก็ต ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่พร้อมหยิบยื่นความถนัดของตนเองร่วมแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

เปิดตัวโรงพยาบาลใหม่ “นวเวช” ย่านเกษตรนวมินทร์ รัชดา-รามอินทรา

“นวเวช” โรงพยาบาลแห่งใหม่ย่านเกษตรนวมินทร์ รัชดา-รามอินทรา ได้ฤกษ์เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2564 ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการด้วยบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน เข้าถึงง่าย ชูความโดดเด่นเรื่องเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในย่านเกษตรนวมินทร์ รัชดา-รามอินทรา

นายไกรวิน ศรีไกรวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นวเวช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงพยาบาลนวเวชเกิดขึ้นจากการร่วมทุนของ 3 กลุ่มทุนใหญ่ คือ นายณพ ณรงค์เดช ถือหุ้นในสัดส่วน 51% บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 27% และเครือสหพัฒน์ ถือหุ้นในสัดส่วน 18% โดยใช้งบประมาณการลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 8.5 ไร่ ย่านเกษตรนวมินทร์ รัชดา-รามอินทรา ซึ่งเป็นศูนย์กลางคมนาคมของกรุงเทพฝั่งตะวันออก และมีผู้อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยโรงพยาบาลนวเวชมีเป้าหมายที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน เข้าถึงง่าย และเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในย่านเกษตรนวมินทร์ รัชดา-รามอินทรา โดยมีจำนวนเตียงรองรับ 152 เตียง มีความสามารถในการบริการด้านสุขภาพทุกช่วงวัยครอบคลุมทั้ง 4 มิติสุขภาพ ได้แก่ ส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รองรับปัญหาสุขภาพและความแตกต่างของแต่ละบุคคล 

“เราเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่ผู้รับบริการต้องเจอ เราจึงสร้างโรงพยาบาลนวเวชให้สามารถครอบคลุมทุกการรักษาระดับมาตรฐานสากล โดยผู้รับบริการจะได้รับการวินิจฉัยจากทีมแพทย์ที่มากประสบการณ์ และได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ค่ารักษาที่เข้าถึงง่ายและสมเหตุสมผล”

โดยนายไกรวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์แล้ว โรงพยาบาลนวเวชยังมีเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ และเทคโนโลยีสนับสนุนการบริการที่ทันสมัย

“เราให้ความสำคัญกับการบูรณาการความรู้ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ก่อตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ด้านรังสีวินิจฉัยโดยความร่วมมือระหว่างฟิลิปส์ และโรงพยาบาลนวเวช เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และอัพเดทความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านรังสีวินิจฉัยให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล โดยผ่านการฝึกอบรมกับเครื่องมือจริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งฟิลิปส์และนวเวชมุ่งหวังว่าศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะช่วยยกระดับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาวงการแพทย์ให้ก้าวหน้า และนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน”

โนมูระ มั่นใจลุยร่วมทุน ออริจิ้น หนุนมูลค่าร่วมทุนคอนโด 3.4 หมื่นล้าน

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมทุนกับ บริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากญี่ปุ่น พัฒนาคอนโดมิเนียมเพิ่มเติมอีก 1 โครงการ คือโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์แบรนด์ใหม่ โซโห แบงค็อก รัชดา  มูลค่าโครงการประมาณ 1,700 ล้านบาท ถือเป็นการเดินหน้าร่วมทุนกันอย่างต่อเนื่อง จากช่วงต้นปีที่เพิ่งร่วมทุนกันเพิ่มเติมไป 2 โครงการ 

“แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกที่ 3 แต่โนมูระยังคงมองเห็นสัญญาณที่ดีในระยะยาวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจระดับท็อปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน ผลงานโครงการร่วมทุนในโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา ตลอดจนผลงานไตรมาสล่าสุดของบริษัทที่ทำกำไรได้เป็นระดับ Top 3 ของกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นเครื่องการันตีที่ทำให้โนมูระมั่นใจและตัดสินใจเดินหน้าร่วมทุนโครงการคอนโดมิเนียมกับเราอย่างต่อเนื่อง” นายพีระพงศ์ กล่าว 

จากการร่วมทุนเพิ่มเติมดังกล่าว ส่งผลให้ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และโนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ มีการร่วมทุนกันในกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมสะสมจากเดิม 9 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 32,314 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10โครงการ มูลค่าโครงการร่วมทุนกลุ่มคอนโดมิเนียมสะสม 34,014 ล้านบาท และส่งผลให้การร่วมทุนสะสมระหว่างกันครอบคลุมในคอนโดมิเนียมทุกเซ็กเมนท์ ตั้งแต่แบรนด์คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์อย่างไนท์บริดจ์ แบรนด์คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่อย่างพาร์ค ออริจิ้น แบรนด์คอนโดมิเนียมสำหรับคน Gen Z อย่างดิ ออริจิ้น มาจนถึงแบรนด์ใหม่อย่างโซโห แบงค็อก 

นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการโซโห แบงค็อก รัชดา  เป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 24 ชั้น มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท เปิดขายเมื่อช่วงไตรมาส 4/2563 เป็นโครงการภายใต้แบรนด์ใหม่โซโห แบงค็อก โครงการแรก ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแกร่งทั้งด้านทำเลระดับย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ปัจจุบัน มียอดขายสะสมแล้วกว่า 80% 

ทั้งนี้ บริษัทยังคงพิจารณาการร่วมทุนกับพันธมิตรทั้งรายเดิม และรายใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างแข็งแกร่งและก้าวกระโดดตามแผน ORIGIN NEXT LEVEL โดยเฉพาะในด้านการขยายธุรกิจ (Next Level of Business Expansion) โดยอาจพิจารณาร่วมทุนได้ทั้งในกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัย โครงการที่สร้างรายได้ประจำ เช่น โรงแรม รวมถึงธุรกิจประเภทอื่นๆ ที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต 

เจียไต๋ เอาใจแฟนฟักทองมินิบอล จัดโปรสุดพิเศษ ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งคุ้มค่า

รายงานข่าว เปิดเผยว่า  เจียไต๋ฟาร์ม โดยบริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ขนทัพฟักทองมินิบอลจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มกว่าครั้งไหนๆ เอาใจแฟนพันธุ์แท้มินิบอลที่ถูกใจในรสชาติความอร่อย ด้วยเนื้อฟักทองที่ละเอียด เหนียว และหวานมัน อุดมด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมสนับสนุนและเพิ่มช่องทางการขายผลิตผลจากเกษตรกรผู้ปลูก โดยสามารถจับจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าสินค้าจะหมด

ฟักทองมินิบอลหรือฟักทองสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่เจียไต๋ได้ปรับปรุงสายพันธุ์ขึ้นจนได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดนี้ มีรสชาติที่หวานอร่อย โดดเด่นด้วยรสสัมผัสของเนื้อที่เหนียวนุ่มต่างจากฟักทองทั่วไป ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ใครได้รับประทานต่างติดอกติดใจ อีกทั้ง สามารถนำไปนึ่งและรับประทานได้ทั้งเปลือก หรือจะนำไปปรุงอาหารคาว หวาน ก็ไม่ทำให้เสียรสชาติเดิม เช่น เมนูยอดฮิต ฟักทองมินิบอลสังขยา หรือเมนูฟิวชั่นอย่างฟักทองมินิบอลแมคแอนด์ชีส แม้กระทั่งนำไปทำน้ำฟักทองสำหรับคุณแม่ที่อยากบำรุงครรภ์เพิ่มน้ำนม เป็นต้น

และเพื่อสนับสนุนผลิตผลจากเกษตรกรไทย เจียไต๋ฟาร์ม จึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ติดใจในรสชาติและผู้ที่อยากลิ้มลองความอร่อย รวมถึงพ่อค้าแม่ขายที่มองหาผลิตผลที่ตลาดต้องการ ได้จับจองซื้อฟักทองมินิบอลกันแบบเหมาๆ ในราคาสุดพิเศษเพียงกิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น โดยกำหนดการสั่งขั้นต่ำที่ 5 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งจะจำหน่ายแบบคละไซส์ขนาดลูกละ 210 – 500 กรัม และมีค่าจัดส่งที่ 12 บาทต่อกิโลกรัมทั่วประเทศไทย หรือสามารถรับสินค้าได้ที่สำนักงาน ซีที เฟรช (ตลาดไท) หรือหน้าร้านเจียไต๋ฟาร์ม สาขาสุขุมวิท 60 นอกจากนี้ เจียไต๋ฟาร์ม ยังคงจำหน่ายฟักมองมินิบอลตามจำนวนผลที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อได้ตามปกติ ทั้งนี้ ราคาขึ้นกับขนาดของผลิตผลในแต่ละช่วง

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งได้ที่ Line: @chiataifarm Facebook: Chia Tai Farm และโทร 089-139-6170